ใบประกอบธุรกิจนำเที่ยว เลขที่ 11/903 หน้าแรก   I   กำหนดการดูนก   I   วาดภาพธรรมชาติ  I  ละเมาะไม้  I  ติดต่อเรา  
นกขัติยา
» ผู้ที่สนใจหรือเริ่มต้นดูนก
ดู นก ทำไม ?
การดูนก การจำแนกชนิดเบื้องต้น
การเลือกซื้อกล้องส่องทางไกล
แหล่งดูนกในประเทศไทย
ดูนกในป่า
» ผู้ที่ดูนกอยู่แล้ว
คู่มือรายชื่อนกพื้นที่ต่าง ๆ
คู่มือรายชื่อนกประเทศไทย
นกในพื้นที่ภูมิสัตวศาสตร์ของโลก
นกในพื้นที่ภูมิสัตวศาสตร์ของไทย
» ความรู้เกี่ยวกับนก
สถานภาพนกแบ่งตามฤดูกาล
สถานภาพนกแบ่งตามการอนุรักษ์
New Bird Recoeds for Thailand 1989-1999
» เรื่องเขียนที่น่าสนใจโดย :
กมล โกมลผลิน
ชี่-วิด
ฟิลลิป ราวด์
» สมุดเยี่ยม
ทักทาย
เยี่ยมชม
ภาพวาดประกอบนำมาจาก สมุดบันทึกของ กมล โกมลผลิน
มุมเรียนรู้ : ผู้ที่สนใจหรือเริ่มต้นดูนก
การเลือกซื้อกล้องส่องทางไกล
การเลือกซื้อ วิธีใช้ และการบำรุงรักษากล้องส่องทางไกล
โดย พัชรี โกมลผลิน

» เลือกกล้องอย่างไร

ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อกล้องส่องทางไกลสำหรับการดูนก ควรขอดูกล้องจากเพื่อนๆที่ดูนกก่อน ควรพิจารณาจากราคา คุณภาพ ขนาด ความแข็งแรง อื่นๆแล้วถามตนเองว่ากล้องนี้เราพอใจไหม ควรซื้อจากร้านที่เชื่อถือได้ และก่อนซื้อควรลองดูกล้องหลายๆแบบโดยส่องไปหาสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปในที่โล่งระยะไกล

» ตัวเลขที่ระบุบนตัวกล้องหมายถึงอะไร

ปกติกล้องดูนกจะระบุตัวเลขที่กล้อง 2 หมายเลขมี x ขั้นอยู่ เช่น 10 x 40 บางครั้งก็มีอักษรตาม เช่น B หรือ GA

1. ตัวเลขแรก หมายถึงกำลังขยาย (Magnification) ภาพที่มอง ขยายเป็นกี่เท่าจากระยะห่างของวัตถุ มีตัวเลขเป็น 7x, 8x, 9x หรือ 10x (สำหรับ 12x และ 16x ก็มีขายเหมือนกัน) เช่น ในวัตถุที่ไกลออกไประยะ 100 เมตร ใช้กล้องกำลังขยาย 7 เท่า (7x) จะเท่ากับดูด้วยตาเปล่าห่างจากวัตถุนั้น 14 เมตร

2. ตัวเลขที่สอง หมายถึงเส้นผ่าศูนย์กลางของเลนส์ใกล้วัตถุ (Objective lens) มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร (มม.)โดยปกติความกว้างของเลนส์มากเท่าไร ภาพที่เห็นก็จะสว่างมากขึ้นเท่านั้น ขนาดของกล้องจะเล็กหรือใหญ่ขึ้นอยู่กับเลขตัวหลังนี้

B หมายถึง การออกแบบของเลนส์ใกล้ตา (Eyepiece lens) ส่วนมากมียางหุ้ม (eyecups) พับได้เหมาะสำหรับคนใส่แว่น

GA หมายถึง ตัวกล้องที่หุ้มด้วยยาง กันกล้องกระทบกับสิ่งอื่น บางโรงงานใช้ BA

ผู้ผลิตที่มีคุณภาพบางราย อาจเติมอักษร T หรือ N บอกถึงความพิเศษของผลิตภัณฑ์ในความหมายเกี่ยวกับการเคลือบเลนส์ (Optical coating) หรือ การโฟกัสระยะใกล้ (Close focusing)

3. รูรับแสง (exit pupil) กำลังขยายและขนาดของเลนส์ใกล้วัตุจะบอกถึงรูรับแสง โดยการเอากำลังขยายไปหารขนาดของเลนส์ใกล้วัตถุ จะได้เป็นรูรับแสง เช่น กล้องขนาด 7x35 จะมีขนาดรูรับแสงเท่ากับ 6 มม. ซึ่งเท่ากับรูรับแสงของกล้องขนาด 10x50 เช่นกัน รูรับแสงบอกให้รู้ว่ากล้องอันนั้นใช้งานในที่แสงน้อยได้ดีหรือไม่ เพราะเป็นความกว้างของลำแสงจากภาพที่ดูผ่านตั กล้องออกมา ในที่สว่างหรือเวลากลางวัน ขนาดของรูรับแสงไม่มีผลมากต่อการมองเห็น แต่ถ้าในที่ร่มหรือแสงน้อยะมีผลชัดเจนขึ้น ขึ้นอยู่กับขนาดของรูรับแสงและม่านตาของเราขณะนั้นเป็นอย่างไร รูม่านตาของคนเราปรับให้มีขนาดเล็กใหญ่ตามความสว่างของแสงที่ผ่านเข้ามา ตั้งแต่ 2 - 7 มม. เพื่อให้เราเห็นภาพได้สว่างพอดีและป้องกันจอรับภาพในลูกตาไม่ให้เกิดอันตรายจากแสงสว่างมากเกินไป

ตามปกติในเวลากลางวันรูม่านตาของเราจะมีขนาดราว 2-3 มม. ดังนั้นกล้องส่องทางไกลที่มีรูรับแสงขนาด 2-5 มม. จะมีความสว่างใกล้เคียงกัน แต่พอตกเย็นหรือเช้ามืด รูม่านตาเราจะขยายออกเป็น 5 มม. เพื่อรับแสงให้มากขึ้นได้ หรือขยายเป็น 7 มม. ในเวลากลางคืน ดังนั้นกล้องที่มีรูรับแสงขนาดใหญ่ เช่น 5-7 มม. จึงเห็นภาพได้สว่างกว่าในเวลาดังกล่าว

4. การมองภาพกว้าง (field width) ซึ่งจะมีบอกเป็นองศากำหนดโดยเลนส์ใกล้ตา กำลังขยายน้อย ความกว้างของกล้องจะมากขึ้น เช่นกำลังขยาย 7 เท่า จะให้ความกว้างของภาพประมาณ 7 องศา โดยทั่วไปกำลังขยายมาก ความกว้างของกล้องจะแคบลง

» คำถาม 3 ข้อก่อนเลือกซื้อกล้อง


1. ต้องการกล้องที่มีกำลังขยายอย่างไร?

โดยทั่วๆไป กำลังขยายต่ำสุด 7x, 8x

จะมองเห็นภาพกว้าง สว่าง ใช้ง่าย มองได้ในระยะใกล้ มักใช้ควบคู่กับกล้องตาเดียวเทเลสโคป เหมาะกับใช้ในป่า ทะเล ในเรือ ในที่มีแสงน้อย

กำลังขยาย 9x, 10x, 12x

มองเห็นภาพแคบลง หนัก ควรใช้ในที่กำบัง โดยใช้เฉพาะไม่ใช้กล้องตาเดียวควบคู่ด้วย กล้องขนาดขยายภาพ 10 เท่า (10x) ดีที่สุด เมื่อไม่ใช้เทเลสโคป สามารถขยายได้ไกล้ถึง 5 เมตร ในขณะเดียวกันมองภาพได้ไกลซึ่งกล้องแรงต่ำกว่าทำไม่ได้

กล้อง zoom ไม่เหมาะสำหรับการดูนก เมื่อเทียบกำลังขยายเดียวกันกับกล้องอย่างอื่น ไม่แนะนำให้ใช้




2. กล้องชนิดใดที่เราต้องการ

ตัวกล้องมีการออกแบบไว้ 2 รูปทรง คือแบบ Porroprism กล้องมีไหล่ และแบบ Roof prism (หรือ Dach) เป็นกล้องทรงตรง

ทั้ง 2 แบบ มีขนาดใหญ่ (full size) ที่10x50 และ10x40 ขนาดกลาง (pack size) ที่ 8x30 หรือขนาดเล็ก (miniature) ที่ 8x20 และ 9x25 ซึ่งพกพาสะดวก

ส่วนหุ้มกล้อง แนะนำให้ใช้กล้องแบบยางหุ้ม ถ้าต้องใช้งานสมบุกสมบัน เพราะป้องกันกล้องจากการเกิดรอยถลอก หรือขูดขีดได้ แต่ไม่ป้องกันการตกหล่นอย่างแรง ไม่กันน้ำ แต่กันฝุ่นและความชื้นได้บ้าง

กล้องกันน้ำและฝุ่น ก็มีเหมือนกันแต่ค่อนข้างใหญ่และไม่คล่องตัวที่จะใช้ เพราะมีการเคลือบภายในแน่นหนา กล้องที่มีคุณภาพมักจะป้องกันไว้แล้วพอสมควร

สรุปว่าากล้องรูปทรงมีไหล่ และทรงตรง ดีพอๆกัน โดยปกติ ทรงตรงจะทำสำหรับกล้องที่มีราคาแพงคุณภาพดี เพราะเก็บได้สะดวกกว่าเท่านั้น




3. ควรจะจ่ายเงินสักเท่าไร

ราคากล้องเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ปัจจุบันกล้องขนาดพอใช้ได้ราคาอาจมีตั้งแต่ 2500-6000 บาท กล้องที่มีคุณภาพเชื่อถือได้แน่นอนราคาอาจประมาณ 27,000-40,000 บาท ในปัจจุบันกล้องที่มีคุณภาพดีก็สามารถซื้อได้ในประเทศไทยแล้ว แต่ไม่มีขนาดให้เลือกมากนัก ส่วนใหญ่มีขนาด 8x32 และ 10x42 เท่านั้น ในต่างประเทศเช่น ที่ฮ่องกง หรือสิงคโปร์ ราคากล้องเคยถูกก็ไม่ถูกแล้วพอๆกับเมืองไทย (บางครั้งในเมืองไทยยังราคาถูกกว่าเสียอีก) แต่ของเขามีแบบให้เลือกหลากหลายมากกว่า ข้อสังเกตในเรื่องราคากล้อง กล้องทุกราคาเมื่อซื้อในตอนแรกจะดูดีเหมือนกันหมด แต่กล้องราคาถูกอาจใช้ได้เพียงไม่กี่ปี (แต่ถ้าเก็บรักษากล้องถูกวิธีก็อาจยืดเวลาออกไปได้อีก) กล้องราคาถูกเหมาะสำหรับผู้ที่เข้ามาดูนกใหม่ๆ และยังไม่แน่ใจว่าตัวเองจะชอบการดูนกหรือไม่ ส่วนยี่ห้อดีราคาแพง จะใช้งานได้นานกว่า เหมาะสำหรับผู้ที่แน่ใจว่าตนเองชอบการดูนกและจะดูนกตลอดไป

กล้องมือสองก็น่าสนใจเช่นกัน ถ้ายี่ห้อดี คุณภาพดี ส่องดูให้แน่ใจว่าเลนส์ดีและไม่มีรอยขีดข่วน และราคาเมื่อเทียบกับกล้องใหม่ควรจะถูกกว่าพอสมควร แต่กล้องมือสองไม่ใช่กล้องราคาถูกเสมอไปสำหรับกล้องยี่ห้อและคุณภาพดี

สรุปได้ว่า เมื่อจะเลือกกล้องทั้งขนาดและระยะการมองภาพ ควรพิจารณาถึงความสะดวกที่จะใช้งาน คุณภาพการมอง ความสว่าง การมองภาพกว้าง น้ำหนักและขนาด การใช้งานของเราเป็นอย่างไร เช่น ใช้ในที่กำบัง ในป่า ที่โล่ง มองระยะทางใกล้ หรือเป็นคนสวมแว่น

การดูนกทั่วไปควรเลือก 8x32 หรือ 8x40

ถ้าต้องการภาพกว้าง สว่าง ควรใช้ 8x42, 7x42 หรือ 8x56

ใช้ในที่กำบัง ควรใช้กล้องที่กำลังสูง เช่น 10x40/42

กล้องบางยี่ห้อไม่มีกล่อง (case) และที่ปิดกันฝน (rain guard) ให้ ซึ่งต้องเพิ่มเงินเพื่อสองสิ่งนี้ด้วย เพราะมีความจำเป็นในการรักษากล้องหลังจากใช้งานแล้ว


» วิธีใช้ และการรักษากล้องส่องทางไกล

อุปกรณ์ดูนกอันได้แก่กล้องสองตา และกล้องตาเดียว ไม่ใช่ของราคาถูกๆ จึงควรดูแลรักษากล้องที่ซื้อมาราคาแพงนั้นให้ไช้ได้ดีและทนนาน หลังจากซื้อกล้องมาแล้ว กรอกใบรับประกัน เอาฝาปิดเลนส์ไกลตาออก ใช้เฉพาะกล่องใส่กล้อง (case) เท่านั้น เพราะป้องกันกล้องได้เพียงพอแล้ว ใส่สายคล้องคอ และที่ปิดกันฝนเอาไว้

รักษากล้องอย่างไร

ศัตรูสำคัญของกล้องคือ ความชื้น ฝุ่น การตกหล่น และถูกขโมย

ในต่างประเทศเขามีการประกันกล้องกัน แต่ไทยเราคงยังอีกนานเพราะกล้องคุณภาพดีราคาแพงของเรายังไม่อยู่ในระบบครบเหมือนในต่างประเทศ เพื่อให้มีกล้องใช้กันในราคาถูก ในบางประเทศราคากล้องจึงแพงกว่าเรามาก

ไม่วางทิ้งไว้ไกลตัว ควรคล้องคอไว้เสมอกันลืม

ถ้าไม่ใช้ควรใส่กล่อง ปัองกันฝุ่น

ไม่ทิ้งไว้กลางแดด ไม่เฉพาะจะทำลายที่เคลือบตัวกล้องเท่านั้น แต่ถ้าแสงแดดส่องผ่านเลนส์ ไฟจะไหม้ได้

เช็ดให้แห้งหลังจากเปียกฝน ถ้าความชื้นอยู่ภายใน วางผึ่งไว้ในที่แห้ง อย่าใส่กล่องตอนที่ยังเปียก

ถ้าหากมีการตกหล่น ควรตรวจสอบว่าเลนส์เคลื่อนหรือไม่ ถ้าเคลื่อนควรส่งร้านซ่อม สายตาเราจะยอมรับการเคลื่อนของเลนส์ได้เล็กน้อยเท่านั้น ถ้าปล่อยไว้สายตาจะเสีย

ทำความสะอาดภายนอกของเลนส์สม่ำเสมอ แต่ไม่ควรบ่อยนัก ควรซื้อแปรงปัดฝุ่น (blower brush) และผ้าหรือกระดาษเช็ดเลนส์ ก่อนเช็ดให้แน่ใจว่าไม่มีเกล็ดฝุ่นทราย หรือเกลือเหลืออยู่ โดยใช้แปรงปัดฝุ่น แล้วจึงเช็ดเลนส์เบาๆ ถ้าเลนส์ยังเลอะอยู่ให้ใช้น้ำยาและการดาษเช็ด ห้ามใช้กระดาษทิชชูธรรมดา หรือผ้าเช็ดหน้าเช็ด

ไม่ควรถอดชิ้นส่วนกล้องออกเอง ควรปล่อยเป็นหน้าที่ของผู้ที่ชำนาญ (ยกเว้นถ้ากล้องหล่นน้ำทะเล ควรล้างเกลือออกด้วยน้ำจืด แล้วรีบส่งช่างซ่อม)

เริ่มใช้กล้องหลังจากซื้อมาจากร้าน

เมื่อซื้อกล้องมาแล้วควรปรับให้เข้ากับสายตาของเราดังนี้

ปรับความกว้างของตัวกล้อง ให้พอดีกับระดับตาเรา

ปรับ eyepiece ทั้ง 2 ข้างให้พอดีกับสายตาทั้ง 2 ข้างของเรา โดยปิดหน้าเลนส์ไกล้วัตถุ (objective lens) ข้างขวาด้วยมือ แล้วใช้ตาซ้ายมองตาเดียว แล้วปรับระยะภาพ (focus) ไปที่รั้วบ้าน เสาไฟ ระยะห่างสัก 25-30 เมตร ปรับภาพให้คมชัด แล้วปิดหน้ากล้องไกล้วัตถุด้านซ้ายด้วยมือ ใช้ตาขวาดูตาเดียว ไปยังที่เดิม แล้วปรับระยะภาพให้คมชัดเช่นกัน ก็จะได้จุดมองภาพของสายตาเรา (ปกติจะอยู่ตรง eyepiece ด้านขวา) ครั้งต่อไปที่จะใช้กล้อง เราก็ปรับไปจุดนั้นทุกครั้ง วิธีนี้ใช้ได้กับกล้องทุกชนิด

ฝึกใช้กล้องว่าควรจะ focus ไปทางใด ปกติจะทวนเข็มนาฬิกา กล้องญี่ปุ่นอาจปรับตรงกันข้าม

สายคล้องกล้อง อาจจะมีการขาดเสื่อม ถ้าไช้ไปนานๆ ต้องเปลี่ยนใหม่ เลือกที่เราชอบ สายหนังเป็นที่นิยมที่สุด บางคนก็ใช้สายแบบคล้องกล้องถ่ายรูป หรือแบบพลาสติก

ที่ปิดกันฝน (rainguard) อาจจะไม่ได้มาพร้อมกล้องแต่จำเป็นจะต้องใช้ จึงต้องหาซื้อเพิ่ม ควรซื้อขนาดให้พอดีกับเลนส์ใกล้ตา (eyepiece lens) ของเรา

เวลาไปดูนกไม่ควรเอากล้องใส่ไว้ในกล่อง (case) ควรคล้องตลอดเวลา เพราะเรามักจะพลาดนกดีๆเวลาไม่มีกล้องคล้องอยู่เสมอ

เวลาส่องหานก ควรดูด้วยตาเปล่าก่อนแล้วจึงยกกล้อง ไม่ควรใช้กล้องหาโดยไม่มีจุดหมาย ให้คอยสังเกตสิ่งเคลือนไหวแล้วจึงส่องกล้องไป ไม่ควรท้อเมื่อผู้อื่นเห็นนกก่อนในเวลาเดียวกันหรือดูนกขณะบินแล้วแยกชนิดได้ สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยความชำนาญและเวลาการออกดูนกมากขึ้น

คนสวมแว่น ส่วนมากจะยกแว่นขึ้นลงขณะใช้กล้องดูนก ควรซื้อกล้องที่มียางที่เลนส์ใกล้ตา (eyecups) เป็นยางพับได้ ไม่ควรยกแว่นขึ้นลง เพราะจะดูนกไม่ทัน

ปฏิบัติตนให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม เราจะใช้อุปกรณ์ดูนกให้มีประสิทธิภาพต้องประกอบกับการปฏิบัติตน ให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมด้วย โดยใส่เสื้อผ้าสีกลมกลืน กับพื้นที่ เคลื่อนตัวอย่างระมัดระวัง เงียบ อย่ายืนเด่นให้นกเห็น มีความอดทน ตื่นตัว สังเกตสิ่งเคลื่อนไหว ฟังเสียงนก ศึกษาพฤติกรรมนกโดยการสังเกต อ่าน ดูภาพยนตร์ ฟัง และคุยกันคนดูนก หรือผู้มีประสบการณ์

ดูนกควรต้องตื่นแต่เช้า ถ้าไปดูนกชายทะเลให้ดูเวลาน้ำขึ้น น้ำลง ด้วย

ควรจำไว้เสมอว่า จะไม่รบกวนนก โดยเฉพาะนกที่กำลังสร้างรัง หรือมีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์

ข้อมูลจาก แผ่นพับ ขององค์กรอนรักษ์นก RSPB จัดทำโดยร้านจำหน่ายอุปกรณ์กล้องดูนก In focus ประเทศอังกฤษ
และบทความ "การเลือกซื้อกล้องส่องทางไกล" โดย นพ.อภิชาติ นานาในสารชมรมดูนกกรุงเทพ ประจำเดือนพฤศจิกายน 2534
กลับไปหน้าแรก
© Copyright http://www.lamnaoprai.com All rights reserved.