ใบประกอบธุรกิจนำเที่ยว เลขที่ 11/903 หน้าแรก   I   กำหนดการดูนก   I   วาดภาพธรรมชาติ  I  ละเมาะไม้  I  ติดต่อเรา  
นกขัติยา
» ผู้ที่สนใจหรือเริ่มต้นดูนก
ดู นก ทำไม ?
การดูนก การจำแนกชนิดเบื้องต้น
การเลือกซื้อกล้องส่องทางไกล
แหล่งดูนกในประเทศไทย
ดูนกในป่า
» ผู้ที่ดูนกอยู่แล้ว
คู่มือรายชื่อนกพื้นที่ต่าง ๆ
คู่มือรายชื่อนกประเทศไทย
นกในพื้นที่ภูมิสัตวศาสตร์ของโลก
นกในพื้นที่ภูมิสัตวศาสตร์ของไทย
» ความรู้เกี่ยวกับนก
สถานภาพนกแบ่งตามฤดูกาล
สถานภาพนกแบ่งตามการอนุรักษ
New Bird Recoeds for Thailand 1989-1999
» เรื่องเขียนที่น่าสนใจโดย :
กมล โกมลผลิน
ชี่-วิด
ฟิลลิป ราวด
» สมุดเยี่ยม
ทักทาย
เยี่ยมชม
ภาพวาดประกอบนำมาจาก สมุดบันทึกของ กมล โกมลผลิน
มุมเรียนรู้ : ผู้ที่ดูนกอยู่แล้ว
นกในพื้นที่ภูมิสัตวศาสตร์ของโลก
(Zoogeographic Regions)
โดย นัครินทร์ ทัตตานนท์

ย้อนหลังไปเมื่อ 500 ล้านปีก่อน ผืนดินของโลกยังติดกันเป็นทวีปใหญ่ผืนเดียว ชื่อ กอนด์วานา (Gondwanaland) ซึ่งได้นามตามคัมภีร์เก่าแก่ของอินเดียที่อาจแปลความหมายได้ว่า "ดินแดนแห่งคนธรรม์" ทั้งอาฟริกา อเมริกาใต้ ออสเตรเลีย แอนตาร์ติกา อินเดีย ต่างก็เคยเชื่อมเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินโบราณนี้ ปลายยุคดีโวเนียน (ประมาณ 360 ล้านปีก่อน) แผ่นดินอินโดจีนค่อยๆแยกตัวออกจากแผ่นดินใหญ่กอนด์วานา พร้อมๆกับแผ่นดินจีนจีนเหนือ-จีนใต้ และวางตัวอยู่ประมาณเส้นศูนย์สูตร ต้นยุคคาร์บอนิเฟอรัส (ประมาณ 340 ล้านปีก่อน) แผ่นดินใหญ่กอนด์วานาเคลื่อนเข้าใกล้แผ่นดินใหญ่อีกผืนหนึ่งชื่อ แผ่นดินลอเรเซีย ส่วนแผ่นดินอินโดจีนยังคงเดินทางอย่างโดดเดี่ยวอยู่ในท้องทะเล ปลายยุคไทรแอสสิก (ประมาณ 200 ล้านปีก่อน) ต้นตระกูลนกในปัจจุบัน Archeopteryx กำเนิดขึ้น และปรับปรุงพัฒนาพันธุ์เพื่อความอยู่รอดขึ้นเรื่อยๆ ปลายยุคครีเทเชียส(ประมาณ 65 ล้านปีก่อน) แผ่นดินส่วนต่างๆของโลกเริ่มแตกออกและเคลื่อนที่มาอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้เคียงกับตำแหน่งในปัจจุบัน จนที่สุด เมื่อ 40 ล้านปีก่อน แผ่นเปลือกโลกอินเดียเคลื่อนเข้ามาชนแผ่นเปลือกโลกยูเรเซียน การชนกันของแผ่นทวีปก่อแรดดันมหาศาลต่อผืนแผ่นดินทั้งสองทวีป ส่งผลต่อลักษณะภูมิประเทศ โดยก่อให้เกิดทิวเขาสูงในภาคเหนือของไทย ยอดเขาหิมาลัยถูกแรงดันยกตัวสูงขึ้น ผืนทวีปออสเตรเลียที่แตกออกและเคลื่อนลงใต้ พาพันธุ์นกจากแผ่นดินใหญ่ออกห่างจากแผ่นทวีปเดิมไปทุกขณะ และพัฒนาสายพันธุ์เฉพาะของตัวเองขึ้น เช่นเดียวกับ ทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ ได้ก่อพันธุ์นกสายพันธุ์ที่เหมาะกับอากาศหนาวขึ้น ช่องแคบแบริ่งที่ก่อนนั้นเชื่อมต่อกับทวีปเอเซีย เป็นเหมือนสะพานถ่ายทอดสายพันธุ์สู่เอเซีย หรือจีนตอนเหนือ เกาะต่างในอินโดนีเซียแตกกระจัดกระจายห่างแผ่นดินใหญ่ ก็ก่อสายพันธุ์เฉพาะถิ่นของตนขึ้นมากมาย

จากเวลาหลายร้อยปี ที่สายพันธุ์นกจากบรรพบุรุษเริ่มแรกจากสัตว์เลื้อยคลานประเภทไดโนเสาร์ ถูกแบ่งแยกด้วยความห่างไกลของทวีป ถูกคั่นด้วยมหาสมุทรใหญ่ แรงดันมหาศาลก่อเกิดเทือกเขาสูง ขวางกั้นการเดินทางของนก บางชนิดพอใจอยู่อาศัยเฉพาะถิ่นและแพร่พันธุ์ในเขตจำกัด หลายชนิดอพยพย้ายถิ่นตามฤดูกาล หลายชนิดพอใจอยู่เฉพาะในเขตอบอุ่นร้อนชื้นแบบป่าฝนในเอเซีย บางชนิดพอใจอยู่ในเขตน้ำแข็ง

ปัจจุบัน นักปักษีวิทยาจึงแบ่งเขตการแพร่กระจายของนกในยุคปัจจุบันออกเป็นหลักใหญ่ๆ โดยการศึกษาการแพร่กระจายของนกตามเขตภูมิศาสตร์กระทำได้ 2 กรณี กรณีแรกแบ่งตามพื้นที่ที่นกปรากฏอยู่ในพื้นที่ต่างๆ อีกกรณีหนึ่งเป็นการศึกษาถึงปัจจัยว่าเหตุใดจึงทำให้นกมีการแพร่กระจายแตกต่างกัน ปัจจัยหนึ่งที่ได้นำมาอธิบายได้แก่ ปัจจัยทางนิเวศวิทยา เช่นอธิบายว่า นกน้ำจำเป็นต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่มีแหล่งน้ำ หรือนกไต่ไม้และนกหัวขวาน จำเป็นต้องอาศัยในพื้นที่ป่าที่สีต้นไม้ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทางนิเวศวิทยา ไม่อาจอธิบายว่า เหตุใดจึงพบนกฮัมมิงเบอร์ดเฉพาะในอเมริกาใต้ แต่ไม่พบในพื้นที่ซึ่งมีลักษณะทางนิเวศวิทยาคล้ายคลึงกันในอาฟริกา หรือนกไต่ไม้อกแดง จะพบได้ในป่าทั่วทั้งอเมริกาเหนือ แต่จะพบเพียงพื้นที่แคบๆ บนภูเขาในเอเซีย เหล่านี้เป็นต้น

ลักษณะภูมิศาสตร์ของผิวโลก ส่วนใหญ่เป็นมหาสมุทร เพราะมีพื้นดินเพียงร้อยละ 29 และ พื้นผิวโลกที่เป็นพื้นดินนี้ประมาณ 2 / 3 จะอยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรขึ้นไป และ 2 / 3 จะอยู่ค่อนไปทางตะวันตก จำนวนชนิดของนกซึ่งมีทั้งหมดประมาณ 8,700 ชนิด จะมีอยู่เพียง 290 ชนิดที่เป็นนกทะเล จำนวนชนิดของนกที่เหลือ จะเป็นนกที่อาศัยอยู่บนแผ่นดิน หรือในแหล่งน้ำจืด แผ่นดินซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของนกจะมีลักษณะภูมิศาสตร์แตกต่างกันมาก ผิวโลกอาจจะเป็นพื้นที่ราบ เป็นภูเขา ลักษณะของพื้นดินอาจเป็นทราย หิน หรือดินที่มีแร่ธาตุสมบูรณ์ จะมีพรรณไม้แตกต่างกันกันไป แล้วแต่อุณหภูมิและความชื้น ทิวเขาที่ทอดยาวเหยียดในแนวทิศทางที่แตกต่างกัน จะมีอิทธิพล ต่อการแพร่กระจายและการอพยพย้ายถิ่นของนก ด้วยเหตุนี้การแพร่กระจายของนกตามเขตภูมิศาสตร์จึงเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก

Wallace (1876) ได้เสนอแนวทางที่จะแบ่งแยกพื้นที่ของโลกออกเป็นเขตภูมิศาสตร์ต่างกัน 7 เขต นักสัตวศาสตร์ได้พยายามคัดเลือกสัตว์ให้เข้าไปอยู่ในเขตภูมิศาสตร์ที่ตั้งขึ้นมา โดยใช้สภาวะอากาศ แผ่นดิน หรือแหล่งน้ำเป็นขอบเขต เขตภูมิศาสตร์ ทั้ง 6 เขตได้แก่ พาลีอาร์คติด (palaearctic) นีอาร์ติค ( Nearctic) นีโอทรอปิคอล( Neotropical) เอธิโอเปียน (Ethiopian) โอเรียนตอล (Oriental) ออสเตรเลียน (Australian) และ เขตจำเพาะพิเศษ วอลเลซไล์น (Wallacia)

สำหรับ เขตพาลีอาร์คติคกับนีอาร์ติค ซึ่งเป็นเขตภูมิศาสตร์ที่อยู่ทางตอนเหนือของโลกรวมกันเรียกว่า โฮลอาร์ติค (Holartic) ทั้งนี้เนื่องจากสภาพพื้นที่ สภาวะอากาศ และ พรรณไม้ของทั้งสองเขตนี้คล้ายคลึงกัน ดังนั้น ชนิดของสัตว์ต่างๆ รวมทั้งชนิดของนกที่อาศัยอยู่ใน 2 เขตนี้จึงมีความคล้ายคลึงกัน

» เขตพาลีอาร์คติค (Palearctic region)
เป็นเขตภูมิศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุด และ เข้าใจว่าเป็นสถานที่ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของนกทุกชนิดด้วย เขตภูมิศาสตร์นี้ได้รวมทวีปยุโรปทั้งทวีป พื้นที่ของอาฟริกาที่อยู่เหนือทะเลทรายสะฮารา และ พื้นที่ของเอเซียที่อยู่เหนือทิวเขาหิมาลัย สภาวะอากาศและสภาพพื้นที่ในเขตนี้ มีความแตกต่างกันมาก มีทิวเขาที่ทอดยาวจากตะวันออกไปจนถึงทางตะวันตกของเขต มีทะเลทรายกระจายอยู่ทั่วไปโดยเฉพาะทางตอนใต้ของพื้นที่ ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องกีดขวางการแพร่กระจายของสัตว์ตามธรรมชาติ ถึงแม้ว่าเขตภูมิศาสตร์นี้จะมีขนาดใหญ่ แต่จะมีจำนวนชนิดของนกน้อย ทั้งนี้อาจเนื่องจากอากาศทางตอนเหนือของเขตเย็นจัดมาก นกที่ปรากฏส่วนใหญ่ เป็นนกที่มีนิสัยอพยพย้ายถิ่น และ ส่วนมากเป็น นกชนิดที่กินแมลง ประมาณว่ามีนกในเขตนี้ 1,026 ชนิด โดยที่ร้อยละ 55 เป็นนกจับคอน (order passeriformes) และ ประมาณร้อยละ 20 เป็นนกน้ำ
นกในเขตภูมิศาสตร์นี้ จะพบในเขตใกล้เคียงด้วย เพราะจากนกทั้งหมด 329 สกุลที่พบในเขตนี้ ร้อยละ 35 จะพบในเขตนีอาร์ติค ร้อยละ 34 พบในเอธิโอเปียน และร้อยละ 38 พบในโอเรียนตอล โดยที่ 4 วงศ์ จะพบเฉพาะในพาลีอาร์ติคและนีอาร์ติคเท่านั้น ได้แก่

1 วงศ์นกลูน (Galviidae)
2 วงศ์นกเกราส์ (Tetraonidae)
3 วงศ์นกอัค (Alcidae)
4 วงศ์นกปีกขี้ผึ้ง (Bombycillidae)
สำหรับวงศ์ที่พบเฉพาะในเขตพาลีอาร์ติคเท่านั้น ได้แก่วงศ์นกแอคเซนเตอร์ (Prunellidae)

» เขตนีอาร์ติค (Nearctic region)

เขตภูมิศาสตร์นี้ รวมทวีปอเมริกาเหนือ และเกาะกรีนแลนด์ สภาวะอากาศ และสภาพพื้นที่ของเขตนี้จะคล้ายคลึงกับของเขตพาลีอาร์ติค มีข้อแตกต่างตรงที่ทิวเขาซึ่งอยู่ในเขตนี้ได้ทอดยาวในแนวทิศเหนือ-ใต้ พืชที่พบมีตั้งแต่ป่าหนามเขตกึ่งร้อน จนถึงป่าหญ้าขั้วโลก ภูมิอากาศมีตั้งแต่กึ่งร้อนจนถึงอบอุ่นและหนาว มีร้อนแบบทะเลทรายกระจายอยู่บางส่วน นกที่ปรากฏในเขตนี้ส่วนใหญ่จะเป็นนกที่มีนิสัยอพยพย้ายถิ่น และ ส่วนใหญ่เป็นนกน้ำ นกชายเลน และนกกินแมลง

แม้ว่าเขตนี้ จะมีจำนวนนกถึง 62 วงศ์ ที่ทำรังวางไข่ภายในเขต แต่จำนวนชนิดของนกมีน้อยมาก คือ ประมาณ 750 ชนิด แยกเป็น 3 ทางคือ

1 วงศ์ที่คาดคะเนว่ากำเนิดภายในเขตนี้ ได้แก่ วงศ์นกเรน (Troglodytidae) วงศ์มอคคิงเบิร์ด (Mimidae) วงศ์นกวีรีโอ (Vireondae) และวงศ์นกกระจ้อยดง (Parulidae)

2 วงศ์นกที่แพร่กระจายมาจากยุโรปและเอเซีย ได้แก่ วงศ์นกพิราบและนกเขา วงศ์นกกระเรียน วงศ์นกคัคคู วงศ์นกเค้า วงศ์อีกา และวงศ์นกเดินดง

3 วงศ์นกที่แพร่กระจายมาจาก อเมริกาใต้ ได้แก่ วงศ์ฮัมมิงเบิร์ด และ วงศ์นกจับแมลงทัยแรนด์ (Tyranidae)

» เขตนีโอทรอปิคอล (Neotropic region)

เขตภูมิศาสตร์นี้ รวมทวีปอเมริกาใต้ เริ่มจากประเทศเม็กซิโกลงไป อเมริกากลาง พื้นที่ราบของเม็กซิโก และหมู่เกาะอินดีส์ตะวันตก สภาพพื้นที่จะแตกต่างจากเขตภูมิศาสตร์อื่นตรงที่ ร้อยละ 70 ของพื้นที่เป็นที่ราบลุ่ม มีแหล่งน้ำมากและอากาศร้อน พื้นที่ของอเมริกาใต้ร้อยละ 32 เป็นป่าดิบชื้น (เปรียบเทียบกับร้อยละ 9 ของอาฟริกา และร้อยละ 4.5 ของออสเตรเลีย) และประมาณร้อยละ 38 เป็นทุ่งหญ้า มีส่วนที่แห้งแล้ง หรือเป็นทะเลทรายเพียงเล็กน้อย สภาพพืชพรรณก็แตกต่างกัน มีทั้งป่าเขตร้อน ทุ่งหญ้าเขตร้อน ทางตอนใต้มีทะเลทราย ทางตะวันตกมีป่าเขาสูง และทุ่งหญ้าเขาสูง สภาพพื้นที่ไม่มีสิ่งกีดขวางธรรมชาติที่ขัดขวางการแพร่กระจายของนก เขตภูมิศาสตร์นี้จึงมีจำนวนชนิด และ จำนวนประชากรของนกมาก นอกจากนี้ ยังมีนกชนิดที่โบราณอาศัยอยู่มากกว่าเขตอื่นอีกด้วย นกที่พบในเขตนี้มี 86 วงศ์ และประมาณ 2,780 ชนิด จำนวนนี้เท่ากับ 1 / 3 ของจำนวนชนิดของนกทั้งหมดในโลก มี 23 วงศ์ที่พบเฉพาะในเขตนี้

และยังมีนกวงศ์อื่น แพร่กระจายเข้ามาจากเขตนีโออาร์ติคคือ นกพิราบ นกสาลิกา นกเรน นกวีรีโอ นกคาร์ดินาล นกกระจ้อยดง แบล็คเบิร์ด นกทานาเกอร์ และนกฟินซ์ ในขณะที่เขตภูมิศาสตร์อื่นมีนกอันดับนกจับคอนมาก กลับปรากฏว่าเขตภูมิศาสตร์นี้มีนกอันดับนกจับคอนน้อย

» เขตเอธิโอเปียน (Ethiopian region)

เขตภูมิศาสตร์นี้ ครอบคลุมทวีปอัฟริกาตั้งแต่ตอนใต้ของทะเลทรายสะฮารา และ อาราเบียตอนใต้ และ เกาะมาดากัสการ์ โดยแยกจากเขตพาลีอาร์คติคบริเวณคลองสุเอช สภาวะอากาศของเขตนี้ค่อนข้างคงที่และแห้งแล้ง ปริมาณน้ำฝนที่ได้รับเพียง 1 /3 ของทวีปอเมริกาใต้ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย ป่าเขตร้อน ป่าเขาสูง ทุ่งหญ้าเขตร้อน ทุ่งหญ้าเขาสูง และป่าละเมาะ ดังนั้นชนิดของนกที่ปรากฏอยู่ในเขตนี้ ส่วนใหญ่จึงเป็นนกชนิดที่หากินบนพื้นดิน หรือ นกชนิดที่กินเมล็ดพืชเป็นอาหาร นกน้ำมีน้อยชนิดมาก (ประมาณร้อยละ 7 ) จากจำนวนชนิดของนกทั้งหมดที่พบในเขตนี้คือ 1,556 ชนิด ประมาณร้อยละ 62 เป็นนกอันดับนกจับคอน และ ประมาณร้อยละ 24 เป็นนกชนิดที่กินเมล็ดพืชเป็นอาหาร

นกกลุ่มที่มีมากในเขตนี้ คือ นกกระจาบ และนกลาร์ค นกที่เดินวิ่งหากินอยู่บนพื้นดิน เช่น นกกระจอกเทศ นกเลขานุการ (Secretarybird) นกหัวฆ้อน (Hamerkop) ไก่ต๊อก (Helmeted Guineafowl) นกแซนด์เกราส์ (Sandgrouse) และนกบัสตาร์ด (Bustard) นกกลุ่มที่หากินอยู่บนต้นไม้หรือในอากาศ เช่น เหยี่ยว นกเขา นกจาบคา นกพรานผึ้ง นกอีเสือ (Shrike) นกเอี้ยง และนกฟินซ์ (Finch)

นกในเขตนี้ จะคล้ายคลึงกับนกในเขตโอเรนียนตอล เพราะประมาณร้อยละ 30 ของนกในเขตนี้จะปรากฏอยู่ในเขตโอเรียนตอลด้วย นอกจากนั้นก็มีนกกินแมลงที่อพยพลงมาในฤดูหนาว จากเขตพาลีอาร์คติคด้วย จำนวนวงศ์ที่พบในเขตนี้ 73 วงศ์ และมีเพียง 7 วงศ์ ที่พบเฉพาะในเขตนี้ ได้แก่

1 วงศ์นกระจอกเทศ (Struthioidae)
2 วงศ์นกหัวฆ้อน (Scopidae)
3 วงศ์นกเลขานุการ (Sagittariidae)
4 วงศ์นกโคลี (Coliidae)
5 วงศ์นกทูราโค (Musophagidae)
6 วงศ์นกกินปลีแปลง (Philepettidae)
7 วงศ์นกอีเสือแวนกา (Vamgidae)

» เขตโอเรียนตอล (Oriental region)

เขตภูมิศาสตร์นี้ ครอบคลุมอินเดีย พม่า อินโดนีเซีย สุมาตรา ชวา บอร์เนียว และฟืลิปปินส์ หรือ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และจีนตอนใต้ โดยเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งจัดอยู่ในเขตโอเรียนตอลนั้น จะหมายถึง 7 ประเทศ คือ พม่า ไทย ลาว เวียดมาน กัมพูชา มาเลเซีย และสิงคโปร์ และ อินโดจีนจะหมายถึงประเทศลาว เวียดนาม และกัมพูชา สำหรับประเทศฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ไม่จัดไว้ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งหมู่เกาะต่างๆในมหาสมุทรอินเดีย และ มหาสมุทรแปซิฟิก ส่วนหมู่เกาะซุนดา แบ่งออกเป็น หมู่เกาะซุนดาใหญ่ คือ เกาะสุมาตรา เกาะชวา และเกาะบอร์เนียว และหมู่เกาะซุนดาน้อย คือ เกาะบาหลีจนถึงเกาะติมอร์ เทือกเขาหิมาลัยที่อยู่ตอนเหนือสุดของเขต ทำหน้าที่เป็นเขตแดนที่แบ่งแยกเขตโอเรียนตอล และ เขตพาลีอาร์ติคออกจากกัน และ มหาสมุทรแปซิฟิกทำหน้าที่แบ่งแยกเขตโอเรียนตอลและเขตออสเตรเลียนออกจากกัน สภาวะอากาศของเขตนี้ส่วนมากเป็นเขตร้อนและเขตอบอุ่น มีปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ยมากว่า 1.500 มิลลิเมตร/ ปี พรรณไม้เป็นป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง และทุ่งหญ้า นกที่พบในเขตนี้มี 961 ชนิด ในจำนวน 66 วงศ์ของนกบกและนกน้ำที่อาศัยอยู่ในเขตนี้ มีอยู่วงศ์เดียวที่พบเฉพาะในเขตนี้คือ วงศ์นกเขียวก้านตอง (Chloropsedae)

นกในเขตนี้ มีความคล้ายคลึงกับของเขตเอธิโอเปียนมากกว่าเขตอื่น นกกลุ่มที่พบในเขตนี้ ได้แก่ ไก่ฟ้า นกเขา นกเค้าแมว นกแก้ว นกหัวขวาน นกแต้วแล้ว นกกินแมลง นกสาลิกา นกอีเสือ นกโพระดก นกกินปลี นกปากกบ นกแอ่นพง และ นกกาฝาก

พื้นที่ค่อนไปทางตะวันออกของเขตนี้ คือ ตั้งแต่ชวา เข้าไปหาบอร์เนียว ชนิดนกของเขตโอเรียนตอลจะลดลงและชนิดนกของเขตออสเตรเลียนจะเพิ่มมากขึ้น เช่น นกโพระดก ซึ่งเป็นกลุ่มของนกที่มีจำนวนชนิดมากของเขตโอเรียนตอล จะมีการแพร่กระจายมาทางตะวันออกเพียงบาหลี แล้วจะสิ้นสุดการแพร่กระจาย เพราะบนเกาะลอมบอค(Lombox) ซึ่งมีระยะห่างออกไปเพียง 35 กิโลเมตรเท่านั้น จะไม่มีนกโพระดกเลย ในทำนองเดียวกัน การแพร่กระจายของนกในเขตออสเตรเลียน เช่น นกกระตั๊ว (Cockatoo) และนกกินน้ำผึ้ง (Honey-eater) ก็จะสิ้นสุดการแพร่กระจายที่เกาะลอมบอค ซึ่งวอลเลซได้พบการเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหันนี้ จึงได้ตั้งแส้นสมมุติขึ้น (Wallace's Line) เพื่อแบ่งแยกเขตโอเรียนตอลและเขตออสเตรเลียนออกจากกัน โดยแยกเอาเกาะบาหลี บอร์เนียว และฟิลิปปินส์ไปอยู่ในเขตโอเรียนตอล และแยกเอาเกาะลอมบอค ซีลีเบส และนิวกินีไปอยู่ในเขตออสเตรเลียน อย่างไรก็ตาม ได้มีผู้ทำการศึกษาต่อมา และเสนอความคิดว่า เส้นสมมุติ (Wallace's Line) นี้ควรจะเลื่อนออกไปอีกประมาณ 600 กิโลเมตร (เรียก Weber's Line) โ ดยลากผ่านระหว่างเกาะซีลีเบส กับ เกาะโมลุคกะ (Molucca)

» เขตออสเตรเลียน (Australian region)

เขตภูมิศาสตร์นี้ ครอบคลุมทวีปออสเตรเลีย ทัสมาเนีย นิวซีแลนด์ นิวกีนี บางเกาะของประเทศอินโดนีเซีย และหมู่เกาะแปซิฟิก (Polynesia) สภาพพื้นที่ของเขตภูมิศาสตร์นี้ จะมีสภาวะแตกต่างกันมาก แห้งแล้ง อบอุ่น ชุ่มชื้น พื้นที่ภูเขา หมู่เกาะที่แยกออกไปห่างไกล โดยที่ประมาณร้อยละ 40 ของพื้นที่ทั้งหมดเป็นเขตร้อน และมีเพียงร้อยละ 15 ของพื้นที่ทั้งหมดที่ได้รับน้ำฝนเป็นปริมาณมากกว่า 100 มิลลิเมตร / ปี ร้อยละ 57 ของพื้นที่ ได้รับน้ำฝนประมาณต่ำกว่า 50 มิลลิเมตร / ปี ดังนั้นพื้นที่ส่วนใหญ่ของเขตนี้จึงแห้งแล้ง มีเพียงร้อยละ 4.5 เท่านั้นที่เป็นป่าดิบชื้น และส่วนมากอยู่ในนิวกินี เฉพาะกับออสเตรเลียประเทศเดียวประมาณร้อยละ 70 ของพื้นที่ เป็นทะเลทราย และจะพบนกอาศัยอยู่เพียง 17 ชนิดเท่านั้น หรือ ประมาณร้อยละ 3 ของชนิดนกทั้งหมดในเขตนี้

ชนิดของนกที่พบในเขตนี้ มีความคล้ายคลึงกับของเขตโอเรียนตอลมาก และจะไม่มีความคล้ายคลึงกับนกของเขตเอธิโอเปียนและนีโอทรอปิคอล นกชนิดที่ไม่ปรากฏในเขตนี้เลยเช่น นกฟลามิงโก แร้งโลกใหม่ ไก่ฟ้า นกสกิมเมอร์ นกแซนด์เกราส์ นกขุนแผน นกโพระดก นกหัวขวาน นกพญาปากกว้าง และ นกจาบปีกอ่อน สำหรับนกกลุ่มที่กล่าวได้ว่าเป็นนกที่สำคัญของเขตนี้คือ นกแก้ว และนกกินผึ้ง และบริเวณรอบของนิวกีนีจะมีจำนวนชนิดของนกกระเต้นมากกว่าเขตอื่นทุกเขตรวมกัน มีนกเพียงไม่กี่ชนิดที่อพยพลงมาจากเขตพาลีอาร์ติคในฤดูหนาว

ประมาณว่า มีนกทั้งหมดในเขตนี้ 900 ชนิด และในจำนวนนี้ 531 ชนิด พบเฉพาะในเขตนี้เท่านั้น จากจำนวนวงศ์ทั้งหมด 64 วงศ์ ทั้งนกบกและนกน้ำที่ปรากฏอยู่ในเขตนี้ มี 14 วงศ์ที่พบเฉพาะในเขตนี้ ได้แก่

1 วงศ์นกแคสโซวารี
2 วงศ์นกอีมู
3 วงศ์นกกีวี
4 วงศ์นกเมกาพอด (Megapodidae)
5 วงศ์นกตบยุงแคระ (Aegothelidae)
6 วงศ์นกเรนนิวซีแลนด์ (Acanthisittidae)
7 วงศ์นกลัยร์ (Menuridae)
8 วงศ์นกสครับ (Atrichonithidae)
9 วงศ์นกเหนียง (Callaeidae)
10 วงศ์ นกปั้นดิน (Grallinidae)
11 วงศ์นกพ่อค้าเนื้อ (Cracticidae)
12 วงศ์นกซุ้มไม้ (Ptilonorhychidae)
13 วงศ์นกแซวสวรรค์ (Paradisaeidae)
14 วงศ์นกกินน้ำผึ้ง (Meliphagidae)

นอกเหนือจากนกวงศ์ที่กล่าวมา เขตภูมิศาสตร์นี้ยังมีนกกลุ่มอื่นที่มีจำนวนชนิดมาก อาทิ นกแก้ว นกกระตั๊ว นกปากกบ นกแอ่นพง และ นกเฉี่ยวบุ้ง

» เขตวอลเลเซีย ( Wallacea region)

จากการที่พื้นผิวโลก มีการเคลื่อนตัวแยกออกเป็นทวีปใหญ่น้อย ทางซีกโลกตอนใต้ เปลือกโลกแตกตัวออกเป็นหมู่เกาใหญ่น้อยมากมาย นักสัตวศาสตร์ชื่อ อัลเฟรด รัสเซล วอลเลซ ได้ค้นพบการแพร่กระจายแบบจำกัดเขตอยู่ในพื้นที่บริเวณหมู่เกาะของประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเขาพบว่านกมีการพัฒนาสายพันธุ์ไปจากพันธุ์ดั้งเดิมบนทวีปใหญ่ และมีลักษณะเฉพาะถิ่นมากมาย เขาจึงกำหนดเขตสัตว์ศาสตร์จำเพาะขึ้นต่างหากเรียกว่า เขตวอลเลเซีย ซึ่งต่อมามีการแยกย่อยตามการจำกัดการแพร่กระจายของนกบางชนิด ออกเป็นเขตตามแนวเส้นสมมุติ เรียกว่า เวบเบอร์ไลน์ (Webers's Line) ซึ่งซ้อนทับกันอยู่ในเขตวอลเลเซีย

เขตวอลเลเซีย กำหนดตามแนวเส้นภูมิศาสตร์สมมุติที่เรียกว่า วอลเลซไลน์ (Wallace's Line) ครอบคลุมพื้นที่ระหว่าเขตโอเรียนเทลและออสเตรเลเซียน ประกอบด้วย หมู่เกาะสุลาเวสี (Sulawesi subregion) หมู่เกาะโมลุคกะ (Moluccas) และ หมู่เกาะซุนดาน้อย (Lesser Sundas) ซึ่งทั้งหมดอยู่ในประเทศอินโดนีเซีย

เขตสุลาเวสี ประกอบด้วยตัวเกาะใหญ่คือเซเลเบส เกาะนานูซาและแซงกีทางตอนเหนือ เกาะ มาดู ทางตอนใต้ หมู่เกาะโทเกียนและบังไกทางตอนใต้ สุลาเวสีเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดและมีภูมิประเทศหลากกลายมากที่สุดในเขตวอลเลเซีย พื้นที่ราบประมาณ 186,145 ตารางกิโลเมตร ชายฝั่งทะเลยาว 4,950 กิโลเมตร ใจกลางเกาะห่างจากชายฝั่งทะเลมากกว่า 100 กิโลเมตร แนวชายฝั่งมีที่ราบแคบๆกว้าง 2 -3 กิโลเมตรและสลับพื้นที่สูงชันมากกว่า 1000 เมตรยกเว้นทางตะวันตกเฉียงใต้มีบริเวณพื้นทะเลตื้น ลึกประมาณ 400-500 เมตรทอดยาวต่อเนื่องไปถึง เกาะชวาและเกาะบาหลี พื้นที่ส่วนใหญ่ของสุลาเวสีเป็นเทือกเขาและเขาสูง ตั้งแต่ 500 เมตรจากระดับน้ำทะเลขึ้นไป 20% ของพื้นที่สูงกว่า 2000 เมตรจากระดับน้ำทะเล โดยมีความลาดชันแตกต่างกันมากและไม่มีภูเขาไฟ หมู่เกาะบริวารมากมายยังไม่มีการสำรวจ

หมู่เกาะซูลา (The Sula Island) ประกอบด้วยหมู่เกาะใหญ่ 3 เกาะคือ ทาลีบู มานโกลี และ ซานานา เป็นเกาะที่เกิดจากผิวโลกที่แตกออกมาจากพื้นทวีปใหญ่ พื้นที่ลาดชันความสูงตั้งแต่ 500 - 1000 เมตรจากระดับน้ำทะเล ไม่มีแม่น้ำสายหลัก แต่มีลำธารมากมายไหลลงตามหน้าผาสูง พื้นที่ปกคลุมด้วยป่าดิบแบบเขตร้อนมีต้นไม้สูงแน่นทึบ

หมู่เกาะโมลุคกะ (The Moluccas) อยู่กึ่งกลางระหว่างสุลาเวสีและนิวกีนี พื้นที่ประมาณ 70,230 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่เดินทางเข้าถึงยากลำบาก ป่าดิบชื้นแบบมาเลเซีย มีนกเฉพาะถิ่นมากมาย พื้นดินเกิดจากเถ้าถ่านภูเขาไฟ ปริมาณฝนตกชุก เกาะมีมีชื่อเสียงมาแต่โบราณในนามของ "หมู่เกาะเครื่องเทศ" (Spice Island)

เกาะฮัลมาฮีลา (Halmahera Island) เป็นเกาะใหญ่อันดับสองของหมู่เกาะโมลุคกะ พื้นที่ราว 18,000 ตารางกิโลเมตร มีสภาพภูมิประเทศคล้ายสุลาเวสี ผิวดินเกิดจากเถ้าถ่านภูเขาไฟ มีร่องรอยของภูเขาไฟขนาดเล็กเป็นแนวเหนือ-ใต้ มีพื้นที่เป็นที่ราบต่ำแต่มีการบุกรุกทำลายมากทางตอนใต้มีบริเวณเงาฝนเป็นพื้นที่แห้งแล้งกันดารเป็นบริเวณแคบๆ รอบๆเกาะเป็นป่าโกงกาง ต่อด้วยเทือกเขาหินปูนตามแนวชาวฝั่ง ส่วนตอนในเป็นภูเขาไฟซึ่งยังคุกรุ่นอยู่ บนเกาะมีพืชพันธุ์นกและสัตว์ที่ตกค้างอยู่ก่อนที่ผิวโลกส่วนที่เป็นทวีปจะแยกตัวออก บางชนิดมีการพัฒนาสายพันธุ์เป็นชนิดเฉพาะถิ่น

นอกจากนี้ ในกลุ่มเกาะบริวารของหมู่เกาะโมลุคกะ ยังมี เกาะใหญ่ๆอีกเช่น บูลู (Suru) สีลาม (Seram) แอมบอน(Ambon) และ เกาะ ไก (Kai Island) ซึ่งเป็นเกาะที่เกิดจาภูเขาไฟ ปกคลุมด้วยป่าชนิดต่างๆ ตั้งแต่ป่าดิบเขา ป่าเฟิร์น ป่าเขาหินปูน และป่าในที่ราบต่ำบริเวณชายฝั่งทะเล

หมู่เกาะซุนดาน้อย (The Lesser Sundas) พื้นที่ประมาณ 94,390 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยหมู่เกาะ ลอมบอก (Lombok) สัมบาวา (Sumbawa) ทิมอร์ตะวันออก ทิมอร์ตะวันตก และ ตะวันออกเฉียงใต้ของ เกาะ วีตาและทานิมบา (Tanimbar islands) พื้นที่บางส่วนเป็นดินจากเถ้าถ่านภูเขาไฟ และ บางส่วนเกิดจากเขาหินปูน แตกต่างอย่างมากกับหมู่เกาะโมลุคกะ ตรงที่พื้นที่เป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุม มีการตกค้างจากพืชพันธุ์ของทวีปใหญ่ทั้งจากเอเซีย ออสเตรเลียและพืชพันธุ์แบบป่าฝนในมาลายู นกเฉพาะถิ่นพบมากมายที่นี่ พบนกชนิดเดียวกับที่พบในมาเลเซีย มีบริเวณที่แห้งแล้งเป็นบริเวณแคบๆพบนกชนิดเดียวกับที่พบในทวีปออสเตรเลีย หมู่เกาะซุนดาน้อยมักถูกกล่าวถึงกันมากในหมู่นักปักษีวิทยา เนื่องจากมีนกเฉพาะถิ่นมากมาย

หมู่เกาะ ลอมบอก ฟลอลา และ ซุมบา เป็นเกาะขนาดกลาง และ ขนาดใหญ่ในหมู่เกาะซุนดาน้อยมีทั้งที่เป็นภูเขาไฟ และ ป่าดิบชื้น บางบริเวณที่เป็นเขตเงาฝน เป็นพื้นที่แห้งแล้ง บางส่วนเป็นทุ่งหญ้า ซึ่งสภาพภูมิประเทศผันแปรแตกต่างกันมากอยู่ในบริเวณหมู่เกาะเหล่านี้ ก่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพในหมู่สัตว์และพืช

ชนิดของนกที่พบในพื้นที่สัตว์ศาสตร์วอลเลเซีย

แบ่งตามสภาพภูมิประเทศได้ 18 แบบ ได้แก่

1. มหาสมุทร บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิคและมหาสมุทรอินเดีย คือ petrels shearwater strom-petrels tropicbirds boobies Sooty and Bridle Terns และ นก Jaegers ชนิดพันธุ์ที่อพยพมา

2. บริเวณชายฝั่งทะเล จะมีนกนางนวล และ นกโจรสลัดชนิดต่างๆ นกลอยทะเลคอแดง

3. บริเวณชายฝั่งทะเลตอนใน เป็นแหล่งทำรังวางไข่ของนกทะเลชนิดต่างๆ เช่น นกโจรสลัด นกนางนวล นกบูบี้ และนก Tropicbirds ป่าบริเวณเกาะเล็กๆชายฝั่งเป็นที่อยู่และทำรังวางไข่ ของ นกลุมพู Island Monarch , Island Whisler , Olive Honeyeater และ Ashy-bellied White-eye

4. หาดทรายชายทะเล ได้แก่นกยางทะเล ,เหยี่ยวออสเปร , Beach Kingfisher . และนกชายเลนชนิดต่างๆ

5. ป่าโกงกาง ได้แก่ Flyeater , Shinning Flycatcher , lemon-bellied White-eye เป็นต้น>

6. ป่าโปร่งผืนเล็กๆชายฝั่ง อยู่ระหว่างแนวชายหาดกับพื้นทีราบแคบๆก่อนถึงแนวภูเขา มีไก่ป่าบางชนิด Collared และ Beach Kingfisher , Lemon-bellied White-eye และ Olive-backed Sunbird เป็นต้น

7. สวนมะพร้าว ปรากฏในเกาะเล็กเกาะน้อย จะเป็นที่อยู่ของนกแก้ว นกแว่นตาขาวและนกกินน้ำหวานชนิดต่างๆ

8. ป่าพรุ เป็นบริเวณปากลำธารต่อกับผาสูงใกล้ชายฝั่งที่การระบายน้ำออกสู่ทะเลไม่ดีนัก จะมีนกประเภทที่หายากเช่น Drummer Rail ชนิดพันธุ์ Halmahera , นกกระสาคอขาว พันธุ์ สุลาเวสี, กระยางดำ, Sombre Kingfisher และ Shinning Flycatcher เป็นต้น

9. พื้นที่ชุ่มน้ำ ทะเลสาบ มีนกน้ำ เช่น นกเป็ดผีเล็กคอแดง , นกอ้ายงั่ว , กระสาปากเหลือง, นกช้อนหอยดำเหลือบ , นกออก นกชายเลนชนิดต่างๆ , นกปากซ่อมบางชนิด, นางนวลแกรบเคราขาว และ Clamorous Reed-warbler

10. นาข้าว มีทั้งที่เป็นนาข้าวพันธุ์ที่มนุษย์ใช้บริโภค และ บริเวณที่เป็นพืชให้เมล็ดที่นกใช้เป็นอาหาร มีนกประเภท นกยาง , เหยี่ยวทุ่งบางชนิด , นกปากซ่อมดง ,นกจาบคาหางสีฟ้า , นกนางแอ่นแปซิฟิค , Sacred Kingfisher , นกกระติ๊ดชนิดต่างๆ และ White-breasted Woodswallow

11. ทุ่งหญ้า มีที่เกิดตามธรรมชาติเชิงเขา ทุ่งโล่ง และ ที่เกิดจากการเผาทำลายป่าดั้งเดิม มีนกน้อยชนิด และเป็นนกทุ่งที่มีการกระจายกว้างทั่วๆไป เช่น Buff-banded Rail , Common bush-hen , Spotted Kestrel , Australasian Bushlark , Richard's Pipit , Golden-headed Cisticola และ นกประจำถิ่น รวมทั้ง Tawny Grassbird

12. พุ่มไม้เตี้ย เป็นป่าไม้เบิกนำก่อนจะเป็นป่าไม้ใหญ่ มีนก Pink-necked Green Pigoen (Sulawesi) , White-shoulderd Triller , Helmeted Friarbird (Lesser Sundas) , Slender-billed และ Torresian Crows เป็นต้น

13. ทุ่งหญ้าสาวันนา มักมีพืชปะปนไม่กี่ชนิด ดินคุณภาพต่ำ ฝนตกน้อย นกที่พบเช่น Olive-shouldered Parrot , Pied Chat , White-breasted Whistler (Tanimbarm Is.) และ Timor Sparrow

14. ป่ามรสุมที่ราบต่ำ ป่าชนิดนี้คล้ายป่ามรสุม แต่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากกว่า จึงเอื้ออำนวยต่อนกชนิดพันธุ์เฉพาะถิ่นมากมาย เช่น Bonelli's Eagle , Wallace's Cuckoo -shrike , Elegant Pitta . Russet-capped Tesia , Timor Leaf-warbler , Timor Blue Flycatcher , Walacean Drongo , Flame-breasted Sunbirds และ Flores Crow เป็นต้น

15. ป่าชั้นรองและแนวชายป่า เป็นป่าที่เริ่มเปลี่ยนจากทุ่งหญ้าเป็นป่าที่เริ่มมีไม้สูง พื้นที่ค่อนข้างสูง ซึ่งรวมถึงป่าที่เพิ่งฟื้นตัวจากการทำถนน เส้นทางเดินป่า และ ป่าที่ถูกทิ้งร้างจากการถากถางมานาน ป่าชนิดนี้มีนกหลากหลายมาก เพราะจะมีนกในป่าหลายประเภทที่เป็นป่ารอยต่อมาใช้ประโยชน์ เช่น Surawesi Serpent-eagle , Moluccan Red Lories , Yellow-capped Pygmy-parrot , Large Surawesi Hanging-parrot , Black-billed Koel, Yellow-billed Malciha , Bay Cocal , Moluccan Scops-owl, Sulawesi Babbler , Blue and white Kingfisher เป็นต้น

16. ป่าฝนที่ราบต่ำ เป็นป่าที่ราบต่ำไปจนถึงความสูง 1500 เมตร มีความสูงแตกต่างกันมากในเกาะต่างๆ มีฝนตกชุกและสม่ำเสมอตลอดปี เป็นที่ราบกว้างใหญ่ใกล้แนวฝั่งทะเลและ หุบเขาส่วนที่อยู่ลึกเข้าไป พื้นล่างเป็นไม้รกทึบ เป็นที่อยู่ของนกแต้วแล้ว , นกเดินดง , นกอัญชันป่า , ไก่ป่า , นกกระเต็นน้อยชนิดต่างๆ บริเวณที่ร่มครึ้มด้วยยอดไม้สูง จะมีนกเช่น Moluccan King-parrot , Sarawesi Hawk-cickoo , Moluccan Owlet-nightjar , Sulawesi Dwarf Hornbill , White-eyed Drongo บริเวณที่มียอดไม้สูงและมีความหนาแน่นของชนิดพันธุ์ไม้สูง ทำให้มีอาหารหลากหลายสำหรับนกชนิดต่างๆ ทำให้ป่าประเภทนี้มีจำนวนชนิดของนกมาก โดยมีทั้งนกที่กินผลไม้ เช่น นกกระตั๊ว นกแก้วหลายชนิด และนกกินแมลงมากมาย เช่น นกปักษาสวรรค์ ชนิด ต่างๆ นกหกเล็ก รวมทั้งนกล่าเหยื่อ ประเภทเหยี่ยวขนาดเล็ก และ ขนาดกลาง ที่เป็นเหยี่ยวเฉพาะถิ่นเช่น Surawesi Hawk-eagle , Surawesi Serpent-eagle

17. ป่ามรสุมเขตร้อน จะปรากฎอยู่ระหว่างป่าฝนที่ราบต่ำ กับ ป่าดิบเขาสูง อาจเป็นป่าที่เกิดจากระดับชั้นความสูงที่เพิ่มขึ้น หรือเป็นป่าที่เกิดทดแทน ป่าประเภทนี้ จะมีพืชประเภทเถาวัลย์มากมาย พื้นล่างรกทึบ แสงแดดส่องถึงพื้นน้อย ในสุลาเวสี จะมีนกจากเขตเขาสูงเข้ามาอยู่อาศัย โดยมีนกที่อาศัยหากินตามพื้นป่าอยู่มาก ป่าชนิดนี้ชนิดนกมากใกล้เคียงป่าฝนที่ราบต่ำ โดยจะมีนกจากเขตป่าดิบเขา ป่าโปร่งชายทะเล และ ป่าดิบแล้ง มาใช้ประโยชน์จากพื้นที่ร่วมกัน

18. ป่าชนิดทุ่งหญ้าเขตหนาว พบเฉพาะในเกาะสุลาเวสี และ เกาะ ลอมบอค สำรวจพบนกเพียงสองชนิด คือ Glossy Swiflet และ Island Thrush

หนังสืออ่านเพิ่มเติม
ปักษีวิทยา รศ.ดร.วีรยุทธ์ เลาหะจินดา
นก บันทึกจากความทรงจำ สุธี ศุภรัฐวิกร
ทวีปเลื่อน - แผ่นดินไหว ยุทธวงษ์ วงษ์ทอง สารคดี พฤษภาคม 2543
Bird of Wallacea Brain J. Coates and K.David Bishop
และจากบันทึกส่วนตัว ไม่ได้จดที่มาของข้อความไว้
กลับไปหน้าแรก
© Copyright http://www.lamnaoprai.com All rights reserved.