เขตสุลาเวสี ประกอบด้วยตัวเกาะใหญ่คือเซเลเบส เกาะนานูซาและแซงกีทางตอนเหนือ เกาะ มาดู ทางตอนใต้ หมู่เกาะโทเกียนและบังไกทางตอนใต้ สุลาเวสีเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดและมีภูมิประเทศหลากกลายมากที่สุดในเขตวอลเลเซีย พื้นที่ราบประมาณ 186,145 ตารางกิโลเมตร ชายฝั่งทะเลยาว 4,950 กิโลเมตร ใจกลางเกาะห่างจากชายฝั่งทะเลมากกว่า 100 กิโลเมตร แนวชายฝั่งมีที่ราบแคบๆกว้าง 2 -3 กิโลเมตรและสลับพื้นที่สูงชันมากกว่า 1000 เมตรยกเว้นทางตะวันตกเฉียงใต้มีบริเวณพื้นทะเลตื้น ลึกประมาณ 400-500 เมตรทอดยาวต่อเนื่องไปถึง เกาะชวาและเกาะบาหลี พื้นที่ส่วนใหญ่ของสุลาเวสีเป็นเทือกเขาและเขาสูง ตั้งแต่ 500 เมตรจากระดับน้ำทะเลขึ้นไป 20% ของพื้นที่สูงกว่า 2000 เมตรจากระดับน้ำทะเล โดยมีความลาดชันแตกต่างกันมากและไม่มีภูเขาไฟ หมู่เกาะบริวารมากมายยังไม่มีการสำรวจ
หมู่เกาะซูลา (The Sula Island) ประกอบด้วยหมู่เกาะใหญ่ 3 เกาะคือ ทาลีบู มานโกลี และ ซานานา เป็นเกาะที่เกิดจากผิวโลกที่แตกออกมาจากพื้นทวีปใหญ่ พื้นที่ลาดชันความสูงตั้งแต่ 500 - 1000 เมตรจากระดับน้ำทะเล ไม่มีแม่น้ำสายหลัก แต่มีลำธารมากมายไหลลงตามหน้าผาสูง พื้นที่ปกคลุมด้วยป่าดิบแบบเขตร้อนมีต้นไม้สูงแน่นทึบ
หมู่เกาะโมลุคกะ (The Moluccas) อยู่กึ่งกลางระหว่างสุลาเวสีและนิวกีนี พื้นที่ประมาณ 70,230 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่เดินทางเข้าถึงยากลำบาก ป่าดิบชื้นแบบมาเลเซีย มีนกเฉพาะถิ่นมากมาย พื้นดินเกิดจากเถ้าถ่านภูเขาไฟ ปริมาณฝนตกชุก เกาะมีมีชื่อเสียงมาแต่โบราณในนามของ "หมู่เกาะเครื่องเทศ" (Spice Island)
เกาะฮัลมาฮีลา (Halmahera Island) เป็นเกาะใหญ่อันดับสองของหมู่เกาะโมลุคกะ พื้นที่ราว 18,000 ตารางกิโลเมตร มีสภาพภูมิประเทศคล้ายสุลาเวสี ผิวดินเกิดจากเถ้าถ่านภูเขาไฟ มีร่องรอยของภูเขาไฟขนาดเล็กเป็นแนวเหนือ-ใต้ มีพื้นที่เป็นที่ราบต่ำแต่มีการบุกรุกทำลายมากทางตอนใต้มีบริเวณเงาฝนเป็นพื้นที่แห้งแล้งกันดารเป็นบริเวณแคบๆ รอบๆเกาะเป็นป่าโกงกาง ต่อด้วยเทือกเขาหินปูนตามแนวชาวฝั่ง ส่วนตอนในเป็นภูเขาไฟซึ่งยังคุกรุ่นอยู่ บนเกาะมีพืชพันธุ์นกและสัตว์ที่ตกค้างอยู่ก่อนที่ผิวโลกส่วนที่เป็นทวีปจะแยกตัวออก บางชนิดมีการพัฒนาสายพันธุ์เป็นชนิดเฉพาะถิ่น
นอกจากนี้ ในกลุ่มเกาะบริวารของหมู่เกาะโมลุคกะ ยังมี เกาะใหญ่ๆอีกเช่น บูลู (Suru) สีลาม (Seram) แอมบอน(Ambon) และ เกาะ ไก (Kai Island) ซึ่งเป็นเกาะที่เกิดจาภูเขาไฟ ปกคลุมด้วยป่าชนิดต่างๆ ตั้งแต่ป่าดิบเขา ป่าเฟิร์น ป่าเขาหินปูน และป่าในที่ราบต่ำบริเวณชายฝั่งทะเล
หมู่เกาะซุนดาน้อย (The Lesser Sundas) พื้นที่ประมาณ 94,390 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยหมู่เกาะ ลอมบอก (Lombok) สัมบาวา (Sumbawa) ทิมอร์ตะวันออก ทิมอร์ตะวันตก และ ตะวันออกเฉียงใต้ของ เกาะ วีตาและทานิมบา (Tanimbar islands) พื้นที่บางส่วนเป็นดินจากเถ้าถ่านภูเขาไฟ และ บางส่วนเกิดจากเขาหินปูน แตกต่างอย่างมากกับหมู่เกาะโมลุคกะ ตรงที่พื้นที่เป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุม มีการตกค้างจากพืชพันธุ์ของทวีปใหญ่ทั้งจากเอเซีย ออสเตรเลียและพืชพันธุ์แบบป่าฝนในมาลายู นกเฉพาะถิ่นพบมากมายที่นี่ พบนกชนิดเดียวกับที่พบในมาเลเซีย มีบริเวณที่แห้งแล้งเป็นบริเวณแคบๆพบนกชนิดเดียวกับที่พบในทวีปออสเตรเลีย หมู่เกาะซุนดาน้อยมักถูกกล่าวถึงกันมากในหมู่นักปักษีวิทยา เนื่องจากมีนกเฉพาะถิ่นมากมาย
หมู่เกาะ ลอมบอก ฟลอลา และ ซุมบา เป็นเกาะขนาดกลาง และ ขนาดใหญ่ในหมู่เกาะซุนดาน้อยมีทั้งที่เป็นภูเขาไฟ และ ป่าดิบชื้น บางบริเวณที่เป็นเขตเงาฝน เป็นพื้นที่แห้งแล้ง บางส่วนเป็นทุ่งหญ้า ซึ่งสภาพภูมิประเทศผันแปรแตกต่างกันมากอยู่ในบริเวณหมู่เกาะเหล่านี้ ก่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพในหมู่สัตว์และพืช
ชนิดของนกที่พบในพื้นที่สัตว์ศาสตร์วอลเลเซีย
แบ่งตามสภาพภูมิประเทศได้ 18 แบบ ได้แก่
1. มหาสมุทร บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิคและมหาสมุทรอินเดีย คือ petrels shearwater strom-petrels tropicbirds boobies Sooty and Bridle Terns และ นก Jaegers ชนิดพันธุ์ที่อพยพมา
2. บริเวณชายฝั่งทะเล จะมีนกนางนวล และ นกโจรสลัดชนิดต่างๆ นกลอยทะเลคอแดง
3. บริเวณชายฝั่งทะเลตอนใน เป็นแหล่งทำรังวางไข่ของนกทะเลชนิดต่างๆ เช่น นกโจรสลัด นกนางนวล นกบูบี้ และนก Tropicbirds ป่าบริเวณเกาะเล็กๆชายฝั่งเป็นที่อยู่และทำรังวางไข่ ของ นกลุมพู Island Monarch , Island Whisler , Olive Honeyeater และ Ashy-bellied White-eye
4. หาดทรายชายทะเล ได้แก่นกยางทะเล ,เหยี่ยวออสเปร , Beach Kingfisher . และนกชายเลนชนิดต่างๆ
5. ป่าโกงกาง ได้แก่ Flyeater , Shinning Flycatcher , lemon-bellied White-eye เป็นต้น>
6. ป่าโปร่งผืนเล็กๆชายฝั่ง อยู่ระหว่างแนวชายหาดกับพื้นทีราบแคบๆก่อนถึงแนวภูเขา มีไก่ป่าบางชนิด Collared และ Beach Kingfisher , Lemon-bellied White-eye และ Olive-backed Sunbird เป็นต้น
7. สวนมะพร้าว ปรากฏในเกาะเล็กเกาะน้อย จะเป็นที่อยู่ของนกแก้ว นกแว่นตาขาวและนกกินน้ำหวานชนิดต่างๆ
8. ป่าพรุ เป็นบริเวณปากลำธารต่อกับผาสูงใกล้ชายฝั่งที่การระบายน้ำออกสู่ทะเลไม่ดีนัก จะมีนกประเภทที่หายากเช่น Drummer Rail ชนิดพันธุ์ Halmahera , นกกระสาคอขาว พันธุ์ สุลาเวสี, กระยางดำ, Sombre Kingfisher และ Shinning Flycatcher เป็นต้น
9. พื้นที่ชุ่มน้ำ ทะเลสาบ มีนกน้ำ เช่น นกเป็ดผีเล็กคอแดง , นกอ้ายงั่ว , กระสาปากเหลือง, นกช้อนหอยดำเหลือบ , นกออก นกชายเลนชนิดต่างๆ , นกปากซ่อมบางชนิด, นางนวลแกรบเคราขาว และ Clamorous Reed-warbler
10. นาข้าว มีทั้งที่เป็นนาข้าวพันธุ์ที่มนุษย์ใช้บริโภค และ บริเวณที่เป็นพืชให้เมล็ดที่นกใช้เป็นอาหาร มีนกประเภท นกยาง , เหยี่ยวทุ่งบางชนิด , นกปากซ่อมดง ,นกจาบคาหางสีฟ้า , นกนางแอ่นแปซิฟิค , Sacred Kingfisher , นกกระติ๊ดชนิดต่างๆ และ White-breasted Woodswallow
11. ทุ่งหญ้า มีที่เกิดตามธรรมชาติเชิงเขา ทุ่งโล่ง และ ที่เกิดจากการเผาทำลายป่าดั้งเดิม มีนกน้อยชนิด และเป็นนกทุ่งที่มีการกระจายกว้างทั่วๆไป เช่น Buff-banded Rail , Common bush-hen , Spotted Kestrel , Australasian Bushlark , Richard's Pipit , Golden-headed Cisticola และ นกประจำถิ่น รวมทั้ง Tawny Grassbird
12. พุ่มไม้เตี้ย เป็นป่าไม้เบิกนำก่อนจะเป็นป่าไม้ใหญ่ มีนก Pink-necked Green Pigoen (Sulawesi) , White-shoulderd Triller , Helmeted Friarbird (Lesser Sundas) , Slender-billed และ Torresian Crows เป็นต้น
13. ทุ่งหญ้าสาวันนา มักมีพืชปะปนไม่กี่ชนิด ดินคุณภาพต่ำ ฝนตกน้อย นกที่พบเช่น Olive-shouldered Parrot , Pied Chat , White-breasted Whistler (Tanimbarm Is.) และ Timor Sparrow
14. ป่ามรสุมที่ราบต่ำ ป่าชนิดนี้คล้ายป่ามรสุม แต่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากกว่า จึงเอื้ออำนวยต่อนกชนิดพันธุ์เฉพาะถิ่นมากมาย เช่น Bonelli's Eagle , Wallace's Cuckoo -shrike , Elegant Pitta . Russet-capped Tesia , Timor Leaf-warbler , Timor Blue Flycatcher , Walacean Drongo , Flame-breasted Sunbirds และ Flores Crow เป็นต้น
15. ป่าชั้นรองและแนวชายป่า เป็นป่าที่เริ่มเปลี่ยนจากทุ่งหญ้าเป็นป่าที่เริ่มมีไม้สูง พื้นที่ค่อนข้างสูง ซึ่งรวมถึงป่าที่เพิ่งฟื้นตัวจากการทำถนน เส้นทางเดินป่า และ ป่าที่ถูกทิ้งร้างจากการถากถางมานาน ป่าชนิดนี้มีนกหลากหลายมาก เพราะจะมีนกในป่าหลายประเภทที่เป็นป่ารอยต่อมาใช้ประโยชน์ เช่น Surawesi Serpent-eagle , Moluccan Red Lories , Yellow-capped Pygmy-parrot , Large Surawesi Hanging-parrot , Black-billed Koel, Yellow-billed Malciha , Bay Cocal , Moluccan Scops-owl, Sulawesi Babbler , Blue and white Kingfisher เป็นต้น
16. ป่าฝนที่ราบต่ำ เป็นป่าที่ราบต่ำไปจนถึงความสูง 1500 เมตร มีความสูงแตกต่างกันมากในเกาะต่างๆ มีฝนตกชุกและสม่ำเสมอตลอดปี เป็นที่ราบกว้างใหญ่ใกล้แนวฝั่งทะเลและ หุบเขาส่วนที่อยู่ลึกเข้าไป พื้นล่างเป็นไม้รกทึบ เป็นที่อยู่ของนกแต้วแล้ว , นกเดินดง , นกอัญชันป่า , ไก่ป่า , นกกระเต็นน้อยชนิดต่างๆ บริเวณที่ร่มครึ้มด้วยยอดไม้สูง จะมีนกเช่น Moluccan King-parrot , Sarawesi Hawk-cickoo , Moluccan Owlet-nightjar , Sulawesi Dwarf Hornbill , White-eyed Drongo บริเวณที่มียอดไม้สูงและมีความหนาแน่นของชนิดพันธุ์ไม้สูง ทำให้มีอาหารหลากหลายสำหรับนกชนิดต่างๆ ทำให้ป่าประเภทนี้มีจำนวนชนิดของนกมาก โดยมีทั้งนกที่กินผลไม้ เช่น นกกระตั๊ว นกแก้วหลายชนิด และนกกินแมลงมากมาย เช่น นกปักษาสวรรค์ ชนิด ต่างๆ นกหกเล็ก รวมทั้งนกล่าเหยื่อ ประเภทเหยี่ยวขนาดเล็ก และ ขนาดกลาง ที่เป็นเหยี่ยวเฉพาะถิ่นเช่น Surawesi Hawk-eagle , Surawesi Serpent-eagle
17. ป่ามรสุมเขตร้อน จะปรากฎอยู่ระหว่างป่าฝนที่ราบต่ำ กับ ป่าดิบเขาสูง อาจเป็นป่าที่เกิดจากระดับชั้นความสูงที่เพิ่มขึ้น หรือเป็นป่าที่เกิดทดแทน ป่าประเภทนี้ จะมีพืชประเภทเถาวัลย์มากมาย พื้นล่างรกทึบ แสงแดดส่องถึงพื้นน้อย ในสุลาเวสี จะมีนกจากเขตเขาสูงเข้ามาอยู่อาศัย โดยมีนกที่อาศัยหากินตามพื้นป่าอยู่มาก ป่าชนิดนี้ชนิดนกมากใกล้เคียงป่าฝนที่ราบต่ำ โดยจะมีนกจากเขตป่าดิบเขา ป่าโปร่งชายทะเล และ ป่าดิบแล้ง มาใช้ประโยชน์จากพื้นที่ร่วมกัน
18. ป่าชนิดทุ่งหญ้าเขตหนาว พบเฉพาะในเกาะสุลาเวสี และ เกาะ ลอมบอค สำรวจพบนกเพียงสองชนิด คือ Glossy Swiflet และ Island Thrush