ใบประกอบธุรกิจนำเที่ยว เลขที่ 11/903 หน้าแรก   I   กำหนดการดูนก   I   วาดภาพธรรมชาติ  I  ละเมาะไม้  I  ติดต่อเรา  
นกขัติยา
» ผู้ที่สนใจหรือเริ่มต้นดูนก
ดู นก ทำไม ?
การดูนก การจำแนกชนิดเบื้องต้น
การเลือกซื้อกล้องส่องทางไกล
แหล่งดูนกในประเทศไทย
ดูนกในป่า
» ผู้ที่ดูนกอยู่แล้ว
คู่มือรายชื่อนกพื้นที่ต่าง ๆ
คู่มือรายชื่อนกประเทศไทย
นกในพื้นที่ภูมิสัตวศาสตร์ของโลก
นกในพื้นที่ภูมิสัตวศาสตร์ของไทย
» ความรู้เกี่ยวกับนก
สถานภาพนกแบ่งตามฤดูกาล
สถานภาพนกแบ่งตามการอนุรักษ์
New Bird Recoeds for Thailand 1989-1999
» เรื่องเขียนที่น่าสนใจโดย :
กมล โกมลผลิน
ชี่-วิด
ฟิลลิป ราวด์
» สมุดเยี่ยม
ทักทาย
เยี่ยมชม
ภาพวาดประกอบนำมาจาก สมุดบันทึกของ กมล โกมลผลิน
เรื่องเขียนที่น่าสนใจ
เขมร - Giant Ibis, Bengal Florican, Sarus Crane
เรื่อง และ ภาพโดย "ชี่-วิด"
เกือบจะเป็นนกในตำนาน...Giant Ibis

นกช้อนหอยใหญ่ (Giant Ibis) มีจำนวนเหลืออยู่น้อยมากในโลก เป็นนกเฉพาะถิ่น (endemic) ทางประเทศแถบแหลมอินโดจีนนี้เท่านั้นซึ่งมี ลาว เขมร เวียตนาม ไทย แต่ในไทยได้สูญพันธ์ไปแล้ว (เรียบร้อย)...มีการพบอีกครั้ง (rediscovery) ในประเทศลาวเมื่อ พ.ศ. 2537 ส่วนที่ประเทศเขมร องค์กร WCS (Wildlife Conservation Society) ได้ทำการสำรวจเมื่อ พ.ศ. 2543 มีการพบนกหลายพื้นที่ แต่ที่จังหวัดพรีวิเหีย (Preah Vihear) พบจำนวนมากที่สุด ทำให้พื้นที่เหล่านี้ได้รับการประกาศเป็นเขตอนุรักษ์ เมื่อ พ.ศ. 2545…องค์กร Birdlife ประเมินจำนวนนกชนิดนี้ในโลกไว้ล่าสุดว่ามีน้อยกว่า 50 ตัว...หลังการสำรวจ WCS ประเมินว่าน่าจะมีมากกว่า 100 ตัว…

ถ้าจะรอเขียนเรื่องให้ละเอียดอย่างที่เคยทำ คงจะไม่ได้เขียน เพราะยังมีข้อมูลให้เขียนอีกมากที่ต้องค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อให้ถูกต้อง… ดังนั้นจึงเขียนสั้นๆแบบนี้ก่อนดีกว่า (วันข้างหน้า-ถ้าไม่ลืมเสียก่อน-ค่อยมาเขียนเพิ่มเติม) ส่วนรูปถ่ายก็ได้แค่นี้แหละนะ ไว้รอมืออาชีพไปถ่ายเอาเองละกัน ส่วนภาพสเก็ตยังไม่มีโอกาสไปขอสมุดของ อ.กมล มาสแกนเลย

แผนที่ประเทศเขมร

ครั้งนี้ไปแบบเร่งด่วน…เนื่องจากนึกขึ้นได้ว่าช่วงสงกรานต์ว่างอยู่จะไปเที่ยวดูนกที่ไหนดี กลัวรถติด และแย่งกันเที่ยวมาก…จึงถามเพื่อน (จอห์น พาร์) ว่าอยากไปที่ไหน เมื่อเจรจาก็ตกลงกันว่าจะไปดู Giant Ibis ที่เขมร จึงมอบหน้าที่ให้ จอห์น เป็นคนติดต่อ เพราะเราจะไม่อยู่และเขารู้จักคนที่นั่นมากกว่า…จอห์นได้ติดต่อไปแต่ก็ไม่ค่อยจะมีเวลาเหมือนกัน จนวันสุดท้ายก่อนเดินทางวันเดียว จึงได้มาสรุปกันว่าจะเราให้บริษัททัวร์ที่ทำงานประสานงานกับ WCS จัดให้ ซึ่งจะรวมถึงรถ 4WD เติมน้ำมันเอง มีไกด์บางช่วง ที่พักที่กำปงทม และที่หมู่บ้านนก Ibis ค่าเรือที่ Prektoal แต่ไม่รวมอาหารมื้ออื่นๆ และที่พักที่เสียมเรียบ…คุยกันว่าอย่างไรเสียก็ไปก่อน ถ้าไม่ได้ไปกับบริษัททัวร์นี้ก็ไปติดต่อเอาดาบหน้าละกัน

แล้วเราสามคน ก็เดินทางโดยสายการบินบางกอกแอร์เวส์ ไปพนมเปญ แต่เช้าตรู่ วันที่ 9 เมษายน ใช้เวลาบินแค่ชั่วโมงสิบนาที...เพื่อนชาวเขมรที่เคยทำงานกับจอห์นพาครอบครัวมารับ รวมทั้งเจ้าของบริษัททัวร์ มารับพร้อมคนขับรถ และไกด์อาสาสมัครจากองค์กร WCS ชื่อ ฮอง ที่จะไปกับเราช่วงพื้นที่ที่มีนก Bengal Florican และ Giant Ibis เพราะเป็นพื้นที่ทำงานอนุรักษ์ของ WCS

พระราชวังในกรุงพนมเปญ

เริ่มจาก sightseeing กรุงพนมเปญ จากในรถ (ไม่ยอมลงเสียด้วย) คนขับขับพาดูเมือง พระราชวัง (การวางสิ่งก่อสร้างเหมือนของบ้านเราที่พระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้วอยู่บริเวณเดียวกัน) พิพิธภัณฑ์ วัดพนม ฯลฯ ก่อนออกนอกเมืองไปจังหวัดกำปงทม...การเดินทางไปจังหวัดกำปงทม ใช้เวลาไม่นาน สภาพถนนดีพอควร เข้าพักที่โรงแรม (น่าจะดีที่สุดของที่นี่หละ) มีร้านอาหารติดกับโรงแรม เราเลยฝากท้องไว้ที่นี่ตลอด…สำหรับคนอื่นเขาไม่มีปัญหาเรื่องการกิน ซึ่งอาหารเขมรก็คล้ายๆไทย แต่เราค่อนข้างทานยาก (ในบางสถานที่) เลยคิดว่าจะถือโอกาสลดน้ำหนักเสียเลย...

ป้ายอนุรักษ์นก Bengal Florican ติดตามริมถนนใกล้เขตอนุรักษ์

พื้นที่ธรรมชาติสำคัญแห่งหนึ่งของเขมร คือทุ่งหญ้าที่อยู่รอบๆทะเลสาบโตนเล เป็นที่ราบกว้างใหญ่ สุดลูกหูลูกตา ตั้งอยู่ตรงกลางของประเทศ หน้าน้ำจะมีน้ำท่วมซึ่งกินเวลานานราว 7-8 เดือน ชาวบ้านใช้เป็นที่หาปลา หน้าแล้งก็จะเป็นทุ่งแบบที่เห็นนี้…บ่ายวันนี้เราไปที่ ทุ่งครุสครัม (Krous Kroam) พื้นที่รอบโตนเลสาบด้านกำปงทม แหล่งสำคัญของนก Bengal Florican และนกทุ่งอื่นๆ...นอกจาก ฮอง แล้วยังมีไกด์พื้นที่ ที่ทำงานป่าไม้ไปกับพวกเราด้วย…เมื่อไปถึงที่ก็มองหานกสักพัก ได้เห็นนกเดินอยู่หลังทุ่งหญ้าไกลๆ พักเดียวก็เดินหลบหายไป จึงคิดว่ามาตอนเช้าอีกจะดีกว่า…Bengal Florican ไม่เคยมีรายงานในเมืองไทย ไม่รู้ว่าสมัยก่อน (นานๆมาแล้ว) จะเคยมีไหมตามทุ่งหญ้าริมน้ำแบบนี้ แต่ดูเหมือนบ้านเราจะไม่มีพื้นที่ลักษณะนี้

ทุ่งครุสครัม

รุ่งขึ้น (10 เม.ย.) ไป ทุ่งครุสครัม แต่เช้า…คราวนี้เห็นนกชัดขึ้น และนานกว่าเดิม มีเวลามากพอให้ อ.กมล นั่งวาดรูป แต่ระยะไกลกว่าจะถ่ายรูปได้ และนกก็ช่างเดินอยู่หลังหญ้าไหวๆ…ที่นี่ยังมีนกที่น่าสนใจอีกเช่น Oriental Plover ไกด์บอกเพิ่งเห็นเมื่ออาทิตย์ก่อนแต่วันนี้เราไม่ได้เห็น (อ่านใน Cambodia News เห็นหมอหม่องเจอตัวนี้ด้วย) ส่วนเจ้านกหางนาค (Striated Grassbird), นกจาบฝนเสียงใส (Australasian Bushlark), นกคุ่มอืดเล็ก (Small Buttonquail)…เห็นได้มากมาย

ตอนบ่ายเดินทางต่อไปจังหวัดพรีวิเหีย (Preah Vihear บ้านเราเรียกพระวิหาร ใกล้จ.ศรีสะเกษบ้านเราเข้าไปทุกที) เริ่มเส้นทางหฤโหด เป็นหลุ่มเป็นบ่อ และไกลมาก เราใช้เวลาเดินทางประมาณ 6-7 ชั่วโมงจึงถึงหมู่บ้านทมัตเปย (Tmatpeouy) ที่จะไปดูนกช้อนหอยใหญ่ (Giant Ibis)... เมื่อถึงหมู่บ้านก็เริ่มมืดแล้ว ต้องคลำหาสัมภาระอยู่พักหนึ่งก่อนที่เขาจะจุดตะเกียงเล็กๆที่แสงไม่มากให้…เรากำลังนึกว่าแต่ก่อน (นานมากแล้ว) เมืองไทยก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน เราก็อยู่กันมาได้ ดังนั้นอย่าทำเรื่องมากเลย

WCS มีโครงการอนุรักษ์นก Giant Ibis ตั้งแต่ พ.ศ. 2543 หลังจากมีการค้นพบนกชนิดนี้ในพื้นที่จังหวัดพรีวิเหีย โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้หมู่บ้านทมัตเปย จึงอยากให้ชาวบ้านหมู่บ้านนี้เห็นความสำคัญ และให้ความร่วมมือในการอนุรักษ์ โดยให้ชาวบ้านมีรายได้ จากการจัดที่พักให้นักท่องเที่ยว แต่ละบ้านที่พร้อมสลับกันไป และหมู่บ้านจะได้รับเงินบริจาคเป็นกองกลางจากนักท่องเที่ยวคนละ 30 USD เพื่อช่วยพัฒนาหมู่บ้านในด้านใดด้านหนึ่ง…หมู่บ้านทมัตเปย อยู่โดดเดี่ยวกลางป่า เดินทางมารู้สึกแสนไกลไม่คิดว่าจะมีหมู่บ้านอยู่ในนี้ได้อีก...บ้านที่เราพัก ใช้น้ำจากบ่อขุด ส้วมหลุมกลางแจ้ง มีเพียงไม้สองอันพาดไว้เท่านั้น (สองวันนี้เกือบจะไม่ได้เข้าส้วมเสียแล้ว ที่สำคัญกลัวจะตกลงไปด้วย)…แต่รู้สึกเขาได้เตรียมการต่างๆไว้ให้เราสะดวกที่สุดแล้ว เช่น ตักน้ำจากบ่อใส่ตุ่มใหญ่ (แม้น้ำจะเป็นสีโคลนจางๆ แต่ก็อาบแล้วเย็นสบายดี แต่ล้างหน้าแปรงฟันเราใช้น้ำขวดที่ซื้อมาจากในเมือง) เขาเอาสังกะสี ผ้าพลาสติกมาบังให้อาบน้ำสะดวก ส้วมก็ดูเหมือนจะได้รับการดูแลดีแล้ว ที่พิเศษมีเครื่องปั่นไฟเปิดให้ตอนทานอาหารมื้อค่ำ ก็นับว่าหรูหราพอสมควร เห็นฮองบอกว่าบ้านนี้ดีที่สุดเท่าที่เคยพักมา… แต่อากาศช่างร้อนเสียจริงแม้ในเวลากลางคืน เพราะบ้านเขาไม่ค่อยมีหน้าต่าง เขาบอกว่าหน้าต่างสร้างลำบากและแพง (เพิ่งเห็นความสำคัญของวงกบหน้าต่างก็คราวนี้เอง)

บ้านที่เราพักที่ทมัตเปย

รุ่งขึ้น (11 เม.ย.) เริ่มออกเดินเข้าป่า ตอนตีห้า ฮองบอกว่าระยะทาง 7 กม. ไปกลับ 14 กม. พวกเราขอร้องว่าเอารถไปส่งสักหน่อยดีไหมแล้วค่อยเดินต่อ ฮองบอกว่าคนขับรถไม่ยอมไปเพราะรถอาจคูดกับต้นไม้เล็กๆข้างทาง จึงต้องเดินกันไปเสียเวลาในช่วงแรกมาก (ดูแล้วรถไปส่งได้จริงๆ)… คิดว่าระยะทางไม่ถึง 7 กม น่าจะราว 3-4 กม เพราะเดินไม่นานเราก็ถึงบ่อน้ำที่ Giant Ibis พบเห็นอยู่ในช่วงนี้…

สภาพป่าที่อาศัยของนก Giant Ibis

ตอนไปถึงบ่อราว 7 โมงเช้าแล้ว อาจสายไปสักหน่อย บ่อที่ว่านี้ แห้งมีน้ำอยู่เป็นแอ่งหน่อยเดียว...หลังจากไม่เจอในบ่อแรกก็เดินต่อไปอีกบ่อถัดไปใกล้ๆกัน… เมื่อไปถึงเห็นนกขนาดใหญ่บินออกไปร้องกันว่า Woolly-necked Stork (นกกระสาคอขาว) สักพักก็เห็นว่านกที่บินออกไปไปเกาะต้นไม้ที่อยู่ระยะไกล และก็ได้เห็น Giant Ibis เกาะอยู่ที่ต้นเดียวกันแต่อยู่ที่กิ่งต่ำลงมา มองได้ยากกว่า… ถ่ายรูปไม่ได้เพราะไกลและกิ่งไม้บังมาก แต่ดูแค่จากสโคปได้ อ.กมล เริ่มสเก๊ตภาพ ไม่นานนกก็บินไป หลังจากนั้นก็ไม่เห็นอีกเลย ทิ้งไว้แต่เจ้า Woolly-necked 2 ตัว เกาะเด่นไม่ยอมไปไหน

Giant Ibis มองจากสโคประยะไกล
นกกระสาคอขาว
อากาศร้อน และแดดเริ่มแรงมาก จึงคิดจะกลับเพราะถ้าอยู่รอจะยิ่งร้อน จึงกินอาหารกลางวันตอน 10.00 โมงจะได้ไม่ต้องหอบกลับให้หนัก (แต่จริงๆก็ไม่ต้องหอบอะไรมีไกด์ชาวบ้านมาอีก 2 คน ช่วยแบกอาหาร น้ำดื่มให้ และยังให้ช่วยแบกสโคปให้อีกต่างหาก)…ตอนเดินกลับ กลางท้องนา ในป่าเต็งรัง แดดร้อนเปรี้ยง แทบจะเป็นลม กว่าจะถึงบ้านได้ก็หมดท่าตามๆกันไม่ว่าหญิงหรือชาย…บ่ายนั้นจึง อาบน้ำ (สีโคลนจางๆ) ให้เย็น แล้วทำตัวสบายๆนอนเล่นใต้ถุนบ้าน (ซึ่งเย็นกว่าอยู่บนบ้านมากแต่มือก็ยังต้องถือพัดตลอดเวลา) คุยกับเจ้าของบ้าน และเพื่อนบ้านที่เข้ามาชุมนุมกันมาก (คงเป็นเพราะมีแขกแปลกหน้ามานั่นเอง)… เวลาบ่ายสีโมงจึงนั่งรถออกไปเพื่อจะตามหานกช้อนหอยดำ (White-shouldered Ibis) อีกเส้นทางหนึ่ง ที่ ฮอง บอกว่าเจอเมื่อไม่นานมานี้ แต่ตอนนี้ทุกบ่อน้ำแห้งหมด เห็นฮองบอกว่ามันคงบินไปหากินที่บ่ออื่นที่พอมีน้ำไกลออกไปเป็นสิบกิโลเมตรทีเดียว… ต้องมาเดือนกุมภา-มีนา จะดีกว่าเพราะมีน้ำในบ่อมีพอสมควรให้นกมาหากินได้ แต่หน้าฝนก็ไม่ดีเพราะน้ำมากเกินไป นกจะกระจัดกระจายการหากินมากเกินไปทำให้เห็นยากอีก… (ไม่เห็นก็ไม่เป็นไรวันหน้าจะได้หาเรื่องมาอีก...เพราะยังมีที่ให้ไปดูนกอีกหลายแห่ง)

อ่านใน Cambodia News เห็นหมอหม่องรายงานพบ White-shouldered Ibis พร้อมภาพสเก็ตไว้ด้วย จำไม่ได้ว่าไปเดือนไหน…เจ้า White-shouldered Ibis เขาบอกว่าหายากกว่าเจ้า Giant เสียอีก

เคยเป็น Never-never bird...นกที่ไม่มีวันได้เห็น
วันรุ่งขึ้น (12 เม.ย.)…คราวนี้ฉลาดขึ้นอีกหน่อย เราขอออกตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง ไม่ต้องทานอาหารเช้า ไว้กลับมาทาน ให้เอารถไปส่งใกล้ๆด้วย ทำให้เดินอีกไม่นานก็ถึงบ่อแรกที่ไปเมื่อวาน ไปถึงบ่อนั้นเวลา 06.00 น. ไม่ทันไรก็เห็น Giant Ibis บินขึ้นไปหลบที่ต้นไม้ต้นหนึ่งไกลออกไป แต่ก็ใช้สโคปส่องได้ นกเกาะอยู่เป็นเวลานาน อ.กมล เสก็ตภาพได้เต็มที่ เราก็ถ่ายดิจิสโคป (แต่ก็ได้มาแค่นี้ ดีที่สุดแล้ว)…วันนี้เวลาเพียง 07.00 น. ก็เริ่มเดินกลับกันแล้ว แดดยังไม่ร้อนมาก พอจะมีเวลาดูนกอื่นๆบ้าง แต่นกส่วนใหญ่เราก็เห็นในป่าเต็งรังบ้านเราแล้ว จึงไม่ได้หยุดดูสักเท่าไร…เดินสักพักก็ถึงรถที่รออยู่ เมื่อกลับถึงที่พัก กินอาหารเช้า อาบน้ำ เตรียมตัวเดินทางต่อไปเสียมเรียบ

ถนนไปเสียมเรียบเป็นเส้นทางสร้างใหม่ สะดวกมากใช้เวลาราว 2-3 ชั่วโมงก็ถึงเสียมเรียม ระหว่างทางมีปราสาทสองแห่งซึ่งอาจแวะชมได้ (แต่ไม่ได้แวะ) คือ ปราสาทเกาะแก ยุคก่อนนครวัด เกาะแกเคยเป็นราชธานีระยะหนึ่งก่อนย้ายกลับไปเมืองพระนคร... และประสาทบันทายศรี เป็นปราสาทสร้างด้วยหินสีชมพู ได้ชื่อว่าเป็นปราสาทที่สวยงามน่ารัก สร้างก่อนนครวัดไม่นาน

ถึงเสียมเรียบ ฮอง ก็หมดหน้าที่ เขาจะเดินทางกลับพนมเปญโดยรถประจำทาง…คราวนี้พวกเราก็ต้องจัดการตัวเอง เพราะคนขับก็พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ แต่ยังดีที่พอฟังเข้าใจบ้าง คนขับพาไปดูที่เกสต์เฮ้าส์ย่านวัดโพธิ์แห่งหนึ่ง ดูแล้วว่าพอใช้ได้ เพื่อไม่ให้ยุ่งยาก จึงตกลงเข้าพักทันที…เป็นทำเลสำหรับนักท่องเที่ยวที่สะดวกสบายที่เดียว และมีร้านอาหารไทยหลายร้าน น่าจะคล้ายถนนข้าวสาร แต่ก็ไม่เหมือนเสียทีเดียว เพราะถนนข้าวสารของเราก้าวหน้ากว่าไปหลายก้าว… ใครที่ไปเขมรและได้ไปอยู่แค่พนมเปญและเสียมเรียบ คงจะไม่ได้เห็นรู้จักประเทศเขมรที่แท้จริง เพราะสองเมืองนี้มีความสะดวกสบายหลายระดับสำหรับนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่ม

เย็นนี้จอห์นไปเยี่ยม เฟเดอริค โกส์ ที่ทำงานอยู่ที่ SamVeasna Center เราก็ไปด้วย... เฟเดอริคมีบทบาทอนุรักษ์นกที่หมู่บ้านเพรคโตล (Prek Toal) แหล่งนกน้ำในโตนเลสาบ ส่วนแซม เวสนา เป็นชาวเขมร บุคคลสำคัญในการอนุรักษ์นกกะเรียน (Sarus Crane) เป็นคนพบแหล่งนกกะเรียนที่อางโตรเปียงทมอร์ (Ang Tropeang Thmo) และทำงานอนุรักษ์พื้นที่นี้อยู่ แต่มาเสียชีวิตด้วยโรคมาเลเรีย จึงมีการตั้งศูนย์อนุรักษ์นี้ขึ้นโดยใช้ชื่อเขา

อางโตรเปียงทมอร์

วันรุ่งขึ้น (13 เม.ย.) เวลา 05.00 คนขับมารับไปอางโตรเปียงทมอร์ บางแห่งก็ไม่ได้เขียนคำว่า Ang (เดาว่า Ang คือ อ่าง หรือแหล่งน้ำนั่นเอง) หลายคำของเขมรก็คล้ายๆภาษาไทย แต่พอพูดเป็นประโยคแล้วไม่รู้เรื่องกัน...

พื้นที่นี้อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเสียมเรียบ ก็คือเส้นทางที่ไปปอยเปต ศรีโสภณ หรือใกล้ จ.อรัญประเทศบ้านเรานั่นเอง ถนนสายหลักแต่สภาพเป็นถนนลูกรัง นั่งด้วยอาการสั่นคลอนไปตลอดทาง กว่าจะถึงหมู่บ้านก็เวลา 07.30 น. แล้ว ไปแวะรับไกด์ ที่มีอาชีพประจำเป็นตำรวจ ไกด์พาไปถึงอ่างเก็บน้ำ เป็นบึงน้ำใหญ่ น้ำตื้นบ้าง ลึกบ้าง ส่องจากถนนไปไกลๆ เป็ดหงส์ (Comb Duck) มีมากอยู่ทั่วไป ได้เห็นนกกระสาคอดำ (Black-necked Stork) 4 ตัว และอีกมุมหนึ่งมีนกกระเรียน (Sarus Crane) กลุ่มใหญ่ สร้างความตื่นเต้นพอสมควร…จึงขับรถเข้าไปในบึงบริเวณที่แห้ง เพื่อเข้าไปใกล้ๆนกอีกหน่อย นับจำนวนได้ประมาณ 200 กว่าตัว ยังไกลเกินไปที่จะถ่ายรูปได้ อีกทั้งลมแรง แต่ อ.กมล ก็ได้สเก็ตภาพทุ่งและนกกะเรียนมา

นกกะเรียนในความฝัน...เพราะความเบลอ

พื้นที่ริมอ่างเก็บน้ำเป็นป่า เคยเป็นที่ซ่องสุมของกลุ่มเขมรแดง ให้คนขับวนดูตามชายป่าเพื่อมองหา กวาง Eld’s Deer และได้เห็นในที่สุด เมืองไทยเคยมีกวางชนิดนี้เหมือนกันแต่สูญพันธ์ไปแล้ว

กวางในความฝัน...อีกตัว (ไกล และไอแดด)
กลับเสียมเรียบตอนกลางวัน...ที่เขมรส่วนใหญ่ช่วงกลางวันเขาก็พักกันทั้งนั้นเพราะไปทางไหนก็ร้อนอย่างเดียว... หลังจากพักผ่อนแล้ว ตอนเย็นนัดให้รถมารับไปเดิน Old Market ดูว่ามีอะไรน่าสนใจจะซื้อบ้าง มีของขายหลากหลาย และราคาถูกกว่าร้านขายของสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป

นกช้อนหอยดำเหลือบ

วันรุ่งขึ้น (14 เม.ย.) คนขับมารับเวลา 05.30 น.ไปลงเรือ เพื่อไปหมู่บ้านเพรคโตล (Prek Toal) เป็นหมู่บ้านลอยน้ำในโตนเลสาบ ที่มีสภาพธรรมชาติเหมาะเป็นที่อาศัยของนกน้ำขนาดใหญ่ (หายากในไทยไปแล้ว) จำนวนมาก... น้ำในทะเลสาบสีโคลนนี้ไม่ลึก เพราะหลายครั้งเรือติดเลน ต้องหาเส้นทางน้ำใหม่ ก่อนถึง Prek Toal ตามชายบึงมีนกช้อนหอยดำเหลือบ (Glossy Ibis) ฝูงหนึ่งหากินอยู่ นับได้ประมาณ 50 ตัว…จอห์นเคยมาทำงานที่นี่ช่วงสั้นๆจำคนที่นั่นได้หลายคน เขาจึงพาเข้าไปดูนกลึกๆเข้าไป นกที่เห็น (แต่ถ่ายไม่ได้ ต้องดูนกจากในเรือที่โครงเครง) มีนกอ้ายงั่ว (Oriental Darter), นกตะกรุม (Lesser Adjutant), นกกระทุง (Spot-billed Pelican), นกกุลา (Black-headed Ibis)…ทานอาหารกลางวันที่บ้านลอยน้ำหลังหนึ่ง ที่เจ้าของเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ รู้จักกับจอห์นและเคยมาอบรมที่เมืองไทย...กลับเสียมเรียบตอนบ่าย นอนพักเหมือนทุกวัน...มื้อเย็นไปทานอาหารร้านอาหารไทยชื่อ Cheevit Thai อยู่ใกล้ๆที่พัก อาหารอร่อย บริการดี บรรยากาศดี...

ที่นครวัด
ที่บายน...ศูนย์กลางนครธม...อยากไปเห็นมานานแล้ว

วันสุดท้าย (15 เม.ย.) ก่อนกลับ จะไปดูความยิ่งใหญ่ของนครวัด นครธม เสียหน่อย เดี๋ยวจะเหมือนไม่ได้มาเขมร จอห์นไม่ได้ไปด้วยเพราะเคยมาแล้ว เรามีเวลา 3-4 ชั่วโมงคิดว่าเหลือเฟือ จริงแล้วแทบไม่ทัน เพราะขากลับออกจากโบราณสถานใช้เวลานานมาก อาจเป็นได้ว่าเขาจัดเส้นทางออกให้อ้อมดูปราสาทหลายแห่ง ดีที่เตรียมจัดของไว้เรียบร้อยแล้วมาถึงที่พักก็รีบขนของไปสนามบินทันที… เครื่องออกเวลาบ่ายโมงกว่า ใช้เวลาบินเพียง 50 นาที…ดีใจที่ได้กลับบ้าน

ดีเหมือนกันที่ได้ไปเห็น ทั้งนก และประเทศของเขา รวมทั้งผู้คน…ตลอดเวลาที่อยู่ที่นั่นรู้สึกเห็นใจชาวเขมรที่การพัฒนาประเทศมีอุปสรรคมาตลอด เสียเวลาไปกับการสู้รบภายในประเทศ ความไม่ลงรอยกันทางการเมือง ทำให้ยังยากจน ไม่ต้องพูดถึงโรงเรียน โรงพยาบาล ที่ไม่ค่อยเห็น ความจำเป็นพื้นฐาน ถนนหนทาง ไฟฟ้า และน้ำสะอาด พื้นที่ที่ผ่านไปยังเห็นขลาดแคลนมาก…รัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่หนอ... เห็นแต่ป้ายสาขาพรรครัฐบาล Cambodia People Republic อยู่ทุกหนทุกแห่ง...มองโดยรวมในด้านสิ่งแวดล้อมทั่วๆไป บ้านเราดูจะเห็นสีเขียวมากกว่า (ยิ่งมองจากหน้าต่างเครื่องบิน) ไม่รู้สึกหดหู่เพราะความร้อน และความแห้งแล้งเท่าที่นั่น…แต่จะว่าไป พื้นที่ที่เหมือนเป็นอุปสรรคเหล่านี้ เป็นลักษณะพิเศษไม่เหมือนที่ใด ที่สามารถพลิกฟื้นได้ (ทำวิกฤตให้เป็นโอกาส...อย่างที่เขาพูดกัน) ถ้าเริ่มต้นจัดพื้นที่สำหรับการอนุรักษ์จริงๆเสียตั้งแต่ตอนนี้ ก่อนที่นายทุนมือยาวจะเข้ามาตัดไม้ทำลายป่าที่เหลืออยู่ไม่มากนี้... ตอนนี้ก็มีองค์กรอนุรักษ์หลายองค์กรไปทำงานอยู่แล้ว แต่ไม่รู้จะพอไหม และทันไหม ดูจะเป็นงานที่หนักเอาการ...รายได้หลักน่าจะมาจากการท่องเที่ยว นอกจากมาดูปราสาทหินแล้วการมาชมธรรมชาติก็เป็นอีกทางหนึ่ง แต่เรื่องการเคลียร์พื้นที่กับระเบิดที่ทำมาตั้งแต่สมัยเขมรแดงก็เป็นปัญหาที่ใหญ่อีกปัญหาหนึ่ง...

เหล่านางอัปสราที่นครวัด

...แต่ที่แน่ๆ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้สร้างนครวัด และพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ผู้สร้างนครธม ได้มอบมรดกชิ้นสำคัญไว้หล่อเลี้ยงชาวเขมรมาจนทุกวันนี้ เพราะไม่ว่าประเทศจะมีเรื่องยุ่งๆก็ยุ่งกันไป แต่ปราสาทหินเหล่านี้อยู่ตรงนั้นให้มีนักท่องเที่ยวเสียเงินมาเยือนตลอดเวลา

อีกเรื่องหนึ่ง ชาวเขมรที่มีการศึกษาสักหน่อยจะยังไม่ไว้ใจคนไทยหลังจากเหตุการณ์เผาสถานทูตครั้งนั้น… ดังนั้นถ้าใครไปต้องให้ความเป็นมิตร ไม่เปรียบเทียบไทยและเขมรเชียว เขาจะอ่อนไหวมาก มักถามว่าคนไทยคิดว่านครวัดเป็นของไทยหรือ เราต้องรีบบอกว่าไม่คิดหรอก…ซึ่งเราก็คิดอย่างนั้นจริงๆ เพราะสมัยที่นครวัดรุ่งเรืองเมื่อราว 1000 ปีที่แล้ว ชาวสยามยังเป็นชนกลุ่มเล็กๆที่ยังไม่มีอำนาจ เพราะยังเป็นส่วนหนึ่งในกองทัพพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ดูได้จากภาพสลักนูนต่ำที่ผนังปราสาทนครวัด… ไทยอาจเคยปกครองพื้นที่ พระตะบอง ศรีโสภณ และเสียบเรียบอยู่ระยะหนึ่ง แต่ก็ไม่เห็นว่านครวัด นครธมจะมีบทบาทอะไรกับประวัติศาสตร์ของเราสักเท่าไร…คนขแมร์ น่าจะเป็นคนที่สืบเชื้อสายมาจากคนสมัยนครวัด นครธม นั่นแหละ…ไม่น่าเกี่ยวกับเรา

"ชี่-วิด"
เม.ย. 2548

กลับไปหน้าแรก
© Copyright http://www.lamnaoprai.com All rights reserved.