นกที่พบในคินะบาลู ส่วนมากเป็นนกไม่มีในบ้านเรา แต่มีลักษณะคล้าย ๆ กัน เช่น White-head's Broadbill คล้ายนกเขียวปากงุ้ม แต่สีอ่อนกว่า นก Indigo Flycatcher คล้ายพวกกลุ่มนกจับแมลงสีฟ้าของเรา Black-and-Crimson Oriole คล้ายนกขมิ้นแดงของเรา แต่ตัวสีดำทั้งตัว เฉพาะส่วนหน้าอกสีแดง เขามีนกกระรางสองชนิดคือ Grey-and-Brown Laughing Thrush และ Chestnut-capped Laughing Thrush คล้ายของเราแต่สีแตกต่างกัน นกภูหงอนของเขาก็สวยดีชื่อ Chestnut-crested Yihina มีหงอนสีสนิมและท้องขาว ตัวสีน้ำตาลเข้มเห็นได้ง่ายทั่วไป นกเหล่านี้เป็นชนิดนกที่พบเฉพาะบริเวณเกาะบอร์เนียว หรือบริเวณเส้นศูนย์สูตร คู่มือดูนกในครั้งนี้จึงเป็นหนังสือดูนกในบอร์เนียว (Birds of Boneo) และคินะบาลูเองก็ได้จัดทำหนังสือนกที่พบในคินะบาลู (Bird of Mount Kinabalu)ไว้จำหน่ายด้วย นกชนิดที่พบในบ้านเรา เช่น นกแซงแซวสีเทา นกกินปลีแดง (Scarlet Sunbird) ซึ่งไม่ใคร่จะมีให้เห็นในบ้านเรา แต่ที่นั่นหาดูได้ง่าย นกไต่ไม้หน้าผากสีกำมะหยี่ นกจับแมลงหน้าผากขาว นกอีแพรดคอขาว นกกระจิบภูเขา นกกินแมลงคอเทา นกที่นี่ส่วนมากไม่เปรียว ทำให้เรามีโอกาสได้ชมโฉมแต่มีบางตัวก็เห็นไม่ง่ายเหมือนกัน เช่น Black-breasted Triller. Mountain Blackbird, Everett's Thrush, Kinabalu Friendly Warbler ที่ไม่เห็นจะ Friendly เหมือนชื่อ นกเด่น ๆ ที่น่ารักที่ได้เห็นในครั้งนี้ มีนก Black-capped White-eye, Golden-naped Barbet และ Mountain Blackeye นก Malaysian Treepie มีมากทุกหนทุกแห่งนกที่ทำให้ต้องตื่นเต้นไปรอคอยดูจนได้เห็นในวินาทีสุดท้ายก่อนกลับคือนก Whitehead's Spiderhunter เป็นนกปลีกล้วยท้องลายก้นสีเหลือง ทางอุทยานฯ ได้มีการฉายสไลด์แนะนำสถานที่ และพาเดินในป่าใกล้บ้านพัก เขาเรียกสวนป่า (Mount Garden) ให้เห็นตัวอย่างของป่าฝนเขาที่ชุ้มชื้นอย่างแท้จริง ซึ่งมีพันธุ์ไม้มากมาย สัญญาลักษณ์ของดอกไม้ที่ป่าฝนนี้ได้แก่ ดอกแรฟเฟิลเซีย (Raffesia) ดอกไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ถูกค้นพบเมื่อ พ.ศ. 2361 โดย ดร.โจเซฟ อาร์โนลด์ และเซอร์ โทมัส สแตมฟอร์ด แรฟเฟิลส์ ในสุมาตราเป็นดอกไม้ที่ขึ้นใกล้พื้นดินพบเฉพาะในบริเวณป่าฝนของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น ในเกาะบอร์เนียว สุมาตรา ชวา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศไทยด้วย ทั้งหมดมี 16 ชนิด 3 ชนิด พบได้ในซาบา ชนิดที่พบที่คินะบาลูชื่อ Raffesia keithii ใหญ่ที่สุด มีขนาดของดอก 90 เซนติเมตร พบทางบริเวณป่าที่น้ำพุร้อน ดอกไม้ ที่เป็นสัญญาลักษณ์อีกอย่างหนึ่ง เรียกว่า Kinabalu Baisam พบมากตามทางขึ้นเขา และอีกชนิดหนึ่งที่เราเรียกว่าหม้อข้างหม้อแกงลิง หรือ Pitcher plants เป็นดอกไม้กินแมลงมีน้ำขังอยู่ภายในกระเปาะเมื่อแมลงตกลงไปจึงกลายเป็นเหยื่ออันโอชะ ต้นไม้นี้มีอยู่ 9 ชนิด รูปร่างแตกต่างกัน ชนิดที่ใหญ่ที่สุดเรียกว่า Nipenthes rajah จุน้ำได้ถึง 4 ลิตร ดอกไม้ที่มีมากอีกชนิดหนึ่ง คือ โรโดเดนครอน (Rhododendrons) มีถึง 26 ชนิด มีสีแตกต่างกันออกไปพบได้ตลอดทางเดินขึ้นเขา ชนิด Rhododendron ericoides เป็นชนิดที่พบแห่งเดียวในโลก คือที่คินะบาลู ซึ่งรูปร่างหน้าตาไม่ค่อยเหมือน โรโดเดนครอน ชนิดอื่นเป็นไม้พุ่ม ใบเล็ก ๆ แหลม ๆ คล้ายใบสนและมีดอกเดี่ยวเล็ก ๆ สีแดง ในป่าฝนเขา ที่คินะบาลู มีพืชตระกูลมอสส์ และเฟิร์น ถึง 450 ชนิด มีหลายขนาดตั้งแต่ต้นเล็ก ๆ จนถึงต้นไม้ ดอกกล้วยไม้ที่คินะบาลูมีหลายพันธุ์ชนิด อยู่ตามพื้นดินหรือตามต้นไม้ ไม่น่าแปลกใจเลยว่าคินะบาลู เป็นแหล่งความรู้ทางพฤกษศาสตร์ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ชนิดนกมีการพบ 290 ชนิด 255 ชนิด เป็นนกประจำถิ่น และนกที่พบเฉพาะถิ่น (endemics) ที่คินะบาลูมี 17 ชนิด นกส่วนใหญ่พบได้ง่ายและมีมากในบริเวณที่ทำการอุทยานฯ ส่วนบนเขามีไม่มากชนิด แต่ไม่พบในพื้นที่ต่ำลงมา เช่น Kinabalu Friendly Warbler, Mountain Blackbird สถานที่น่าสนใจสำหรับการดูนกอีกแห่งหนึ่งอยู่ที่น้ำพุร้อนพอริ่ง (Poring Hot Spring) เป็นบริเวณที่ต่ำกว่าที่คินะบาลู คล้ายภาคใต้ของเรา เป็นพื้นที่ติดกันเป็นส่วนหนึ่งของคินะบาลูด้วย ได้พบนกที่คล้ายในบ้านเราแต่ไม่เหมือนกัน เช่น นก White crowned Shama เหมือนนกกางเขนดงของเราทุกอย่าง แต่มีแถบหัวสีขาว เสียงร้องไม่เหมือนกัน และนก magpie Robin ของเขามีสีเข้มตลอดท้อง ไม่เหมือนของเรา ได้พบนกที่อาจพบได้ในบ้านเราเช่น Rufous Piculet, Black-and-Red และ Black-and-Yellow Broadbill นก Yellow bellied Warbler พบเห็นได้ง่ายทั่วไป นกปลีกล้วยพบหลายชนิด ที่บ้านเราหาดูได้ยาก เช่น Grey-breasted Spiderhunter นกที่น่าติดตามต่อไปเช่น นก Blue-banded Pitta สวยงามและหาดูได้ไม่ง่ายนักจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า นักดูนกชาวต่างประเทศจึงดูนก World species กัน หมายถึงการเดินทางไปดูนกทั่วโลก ไม่เฉพาะในประเทศของตนเท่านั้นทั้งนี้นอกจากจะได้ท่องเที่ยวไปเห็นสิ่งแปลกใหม่แล้ว ยังได้เห็นนกชนิดใหม่เกือบทั้งหมดด้วย ซึ่งในแต่ละภูมิภาคของโลกก็จะมีนกต่างชนิดกันไป โดยนกบางชนิดจะมีอยู่เฉพาะถิ่นเท่านั้น พวกเรา ได้ดูนกพันธุ์ไม้ ดอกไม้ กันที่คินะบาลูและที่น้ำพุร้อนพอริ่งกันพอสมควรแล้ว ก็ถึงวันที่ต้องปีนเขา (เดินขึ้นเขา) เสียที ความที่ไม่มีใครชอบการปีนเขา หรือแม้แต่เดินขึ้นเขากันเลย ทำให้รู้สึกว่าไปไม่เป็นสิ่งท้าทาย จนอยากจะชะลอวันปีนเขาไว้ให้นานที่สุด แต่ลึกๆคงกังวลว่าตนเองจะขึ้นไปถึงหรือไม่มากกว่า แล้ววันนั้นก็มาถึง เราติดต่อจองบ้านพักบนเขา คนนำทาง และลูกหาบ มีรถจากที่ทำการไปส่งยัง Power Station ซึ่งเป็นจุดปีนเขาอยู่ที่ความสูง 1,830 เมตร ระยะทางเริ่มต้นของการปีน (เดินขึ้น) เขา สภาพทั่วไปเป็นป่าดิบชื้น ผ่านน้ำตกสวยงามมีนกให้ดูหลายชนิดจนเราเพลิดเพลิน และลืมกังวลไปได้พักหนึ่ง แต่พอเดินไปได้ระยะหนึ่งซึ่งก็กินเวลาไปนานโขแล้ว เขาจะมีป้ายบอกไว้ตลอดทางว่าเราอยู่ที่ไหนแล้วก็รู้ว่าเราเดินมาได้เพียงนิดเดียว ต้องไปอีกหลายกิโลเมตร (เขาคำนวณเป็นไมล์) เราจึงต้องรีบจ้ำเดินให้เร็วขึ้น เพื่อให้คนปีนเขา รู้สึกว่ามีจุดหมายปลายทาง และหยุดพักเหนื่อย เขาทำเป็นที่พักระหว่างทางไว้ 7 จุด ก่อนถึงบ้านพักบนเขาแต่ละจุดจะบอกระยะทางเป็นเวลาที่ใช้ในการเดิน แต่เวลาที่เขาบอกไว้นั้นเราคงทำไม่ได้ เช่น บอกว่าอีก 25 นาที จะถึงที่พักอีกจุดหนึ่ง เราต้องเพิ่มเวลาไปอีกสามเท่าเป็นอย่างน้อย เพราะเราอาจจะเดินชั่วโมงกว่า จุดพักแห่งแรก ที่ไปถึง เรียกว่า คันดิส ความสูง 1,981 เมตร มองเห็นทิวทัศน์ของเขาด้านหนึ่ง ที่พักทุกแห่งจะมีป้ายให้ความรู้เกี่ยวกับเขาคินะบาลูและพื้นที่ป่าบริเวณนั้น เดินต่อไปถึงจุดพักแห่งที่สองความสูง 2,095 เมตร เรียกว่า อูบา ยังเป็นป่าดิบอยู่ และยังเดินได้สบาย ๆ ต่อไปจะเริ่มชันขึ้น แต่ยังไม่ลำบากมาก จุดพักแห่งที่สาม ชื่อ โลวี่ ความสูง2,286 เมตร เป็นช่วงที่มีหมอกปกคลุมมาก พื้นที่ชื้นแฉะจึงมีต้นเฟิร์นและมอสส์ขึ้นอยู่ทั่วไป คนเดินจะเริ่มเหนื่อย หลังจากนี้ มาถึงจุดพักแห่งที่สี่ ชื่อ เมมเพนิง ความสูง 2,518 เมตร ความสูงใกล้ ๆ ดอยอินทนนท์ของเรา แล้วทางเดินเริ่มไม่เรียบเสียแล้ว และชันมากขึ้น จนมาถึงความสูง 2,621 เมตร ที่พักเป็นบ้านของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เรียกว่า ลายัง ลายัง ต้องพักเหนื่อยเอาแรงกันให้เต็มอิ่มเพราะเดินต่อไปจะยิ่งสูงชันยากกว่าจุดอื่น ๆ แต่สองข้างทางจะมีต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง เป็นชนิด villosa มาก จึงเรียกจุดพักต่อไปว่า วิลโลซ่า อยู่ที่ความสูง 2,942 เมตร ต้นไม้เริ่มแคระเล็กลงเพราะแรงลมและดินที่ไม่สมบูรณ์ แต่บริเวณนี้สวยงาม ชมทิวทัศน์แล้วหายเหนื่อยจนอดคิดไม่ได้ว่าหากไม่ได้ปีนขึ้นมาก็คงไม่มีโอกาสได้เห็นทัศนียภาพอันน่ารื่นรมย์แบบนี้ เรามายืนอยู่เหนือกลุ่มหมอกที่เดินผ่านมา ได้เห็นความสว่างไสวอีกครั้งหนึ่ง เป็นภูเขาที่มีต้นไม้ปกคลุมสีเขียวและอีกด้านหนึ่งเห็นยอดเขาที่เป็นหินล้วน ๆ อยู่แต่ไกล |