ใบประกอบธุรกิจนำเที่ยว เลขที่ 11/903 หน้าแรก   I   กำหนดการดูนก   I   วาดภาพธรรมชาติ  I  ละเมาะไม้  I  ติดต่อเรา  
นกขัติยา
» ผู้ที่สนใจหรือเริ่มต้นดูนก
ดู นก ทำไม ?
การดูนก การจำแนกชนิดเบื้องต้น
การเลือกซื้อกล้องส่องทางไกล
แหล่งดูนกในประเทศไทย
ดูนกในป่า
» ผู้ที่ดูนกอยู่แล้ว
คู่มือรายชื่อนกพื้นที่ต่าง ๆ
คู่มือรายชื่อนกประเทศไทย
นกในพื้นที่ภูมิสัตวศาสตร์ของโลก
นกในพื้นที่ภูมิสัตวศาสตร์ของไทย
» ความรู้เกี่ยวกับนก
สถานภาพนกแบ่งตามฤดูกาล
สถานภาพนกแบ่งตามการอนุรักษ์
New Bird Recoeds for Thailand 1989-1999
» เรื่องเขียนที่น่าสนใจโดย :
กมล โกมลผลิน
ชี่-วิด
ฟิลลิป ราวด์
» สมุดเยี่ยม
ทักทาย
เยี่ยมชม
ภาพวาดประกอบนำมาจาก สมุดบันทึกของ กมล โกมลผลิน
เรื่องเขียนที่น่าสนใจ
“เขาสูง เมฆขาว ที่คินะบาลู”
โดย “ชี่-วิด"

ผู้ที่ชอบการเดินทาง ท่องเที่ยวไปในธรรมชาติ และมีความฝันถึงดินแดนอันห่างไกลออกไป คินะบาลู คงเป็นอีกแห่งหนึ่งที่หลายคนอยากจะรู้จัก แม้จะรู้ว่าปัจจุบันไม่ว่าที่ใดในโลกสภาพธรรมชาติคงเปลี่ยนแปลงไปแล้วไม่มากก็น้อยโดยฝีมือมนุษย์ อยู่ที่ว่าที่ใดจะรักษาพื้นที่ธรรมชาติในประเทศของตนไว้ได้มากแค่ไหน

เมื่อเอ่ยถึง คินะบาลู ยังจำได้ว่าเป็นชื่อแปลก ๆ ที่ได้ยินมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน ภูเขาที่เคยจินตนาการว่าเป็นดินแดนอันลึกลับในเส้นศูนย์สูตรที่มีชาวพื้นเมืองคนป่าและป่าเขาอันแน่นทึบ มาจนปัจจุบันที่มาชอบการดูนกในธรรมชาติ จึงจินตนาการต่อไปว่าดินแดนแห่งนี้น่าจะมีนกที่น่าสนใจให้ดูได้หลายชนิด

ผู้เขียนได้ไป คินะบาลู เมื่อเดือนเมษายน (2537) ที่ผ่านมา ได้รู้ว่าสิ่งที่เราเคยจินตนาการไว้นั้นไม่ผิดเสียทีเดียว เราไม่รู้ว่าในอดีต คินะบาลู จะอุดมสมบูรณ์มากกว่าในปัจจุบันเพียงใด แต่ที่ได้เห็นก็รู้สึกอิ่มใจที่ได้ไปท่องเที่ยวในพื้นที่ป่าฝน (Tropical rain forest) อันเต็มไปด้วยพืชพันธุ์ไม้ ดอกไม้ แมลง ผีเสื้อทุกขนาดทั้งผีเสื้อกลางวัน และผีเสื้อกลางคืน และนกต่างชนิด ยอดสูงเสียดฟ้า อากาศบริสุทธิ์เย็นสบายตลอดทั้งวัน

คินะบาลู เป็นชื่อภูเขาที่มียอดเขาสูงที่สุดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ชื่อยอดเขา โลว์ (Low's peak) สูง 4,101 เมตร อยู่ในเมืองโคตา คินะบาลู รัฐซาบา เป็นส่วนหนึ่งของเกาะบอร์เนียว ที่ประกอบไปด้วยรัฐซาบา ซาราวัค ของประเทศมาเลเซีย และรัฐกาลิมันตันของประเทศอินโดนีเซียเมื่อดูจากแผนที่จะเห็นได้ว่า เกาะนี้ห่างจากมาเลเซียแผ่นดินใหญ่มากพอสมควรทีเดียวใช้เวลาในการเดินทางโดยเครื่องบินกว่า 2 ชม. มากกว่าเราเดินทางจากกรุงเทพฯไปกัวลาลัมเปอร์เสียอีก

เมื่อขึ้นเครื่องบิน จากกัวลาลัมเปอร์ ไปเมืองโคตา คินะบาลู คณะของเรามีชาย 2 คน หญิง 2 คน และเด็กชายอีก 1 คน ทุกคนรู้สึกตื่นเต้นอยากรู้อยากเห็นสถานที่ที่เรากำลังจะไปเป็นครั้งแรกแห่งนี้ เครื่องบินแวะที่เมืองมีรีในรัฐซาราวัคประมาณ 40 นาที แล้วจึงเดินทางต่อไปยังโคตา คินะบาลู เวลาหลายชั่วโมงของการเดินทางครั้งนี้ จึงไม่นานเลย เริ่มเห็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ซาบา ซาราวัค ที่เขียวชะอุ่มล้อมรอบด้วยน้ำทะเลสีเขียว และเมฆขาวที่ลอยอยู่ทั่วไปในท้องฟ้าวันอากาศแจ่มใส แต่เราเดินทางในเวลาเย็นจึงไม่มีโอกาสได้เห็นซาบา ได้เต็มที่จากท้องฟ้าเพราะเมื่อไปถึงโคตา คินะบาลู ก็มืดแล้ว

ความสะดวกสบาย ของการมาประเทศมาเลเซียอีกอย่างหนึ่ง คือ เขาจะพูดภาษาอังกฤษได้พอใช้ได้แทบทุกคน ทำให้การเดินทางราบรื่นสื่อความหมายให้เข้าใจได้ทุกแห่งและอาศัยอัธยาศัยคนไทยอย่างพวกเรา ไปที่ไหนก็เข้าทักทายและมักจะได้รับความช่วยเหลือเป็นอย่างดี ค่ำคืนนั้นเจ้าหน้าที่สายการบินได้ช่วยหารถแท็กซี่เพื่อเดินทางไปยังอุทยานฯ คินะบาลู ให้เพราะในเวลานั้นไม่มีการเดินทางโดยวิธีอื่นแล้ว

ระยะทาง จากเมืองโคตา คินะบาลู ไปยังอุทยานฯคินะบาลู 90 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางถนนขึ้นเขา ประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า เมื่อไปถึงจึงดึกมากเหลือเพียงยามเป็นคนหยิบกุญแจบ้านให้ เพราะเราได้จองไว้ล่วงหน้าแล้ว วันนั้นจึงจบลงด้วยการพักผ่อนหลังจากที่ได้เดินทางมานานหลายชั่วโมง เพื่อรอยามเช้าที่จะได้รู้จัก คินะบาลู

ภูเขาคินะบาลู กำเนิดมานานกว่า 1 ล้านปีมาแล้ว เป็นภูเขาหินแกรนิตเคยมีน้ำแข็งปกคลุมเมื่อกว่าหมื่นปีมาแล้ว ปัจจุบันไม่มีน้ำแข็งปกคลุมแต่มีหลักฐานว่ามีเกล็ดน้ำแข็งปรากฏอยู่บ้างเหมือนกัน คินะบาลูเป็นภูเขา (ไม่ใช่ภูเขาไฟ) ที่อายุน้อยที่สุดในโลกและยังคงสูงขึ้นทุก ๆ ปี เฉลี่ยปีละครึ่งเซ็นติเมตร

ยอดเขาสูงที่สุด ชื่อ โลว์ มาจากชื่อของนักบุกเบิกปีนเขาชาวอังกฤษชื่อ เซอร์ ฮิวจ์โลว์ ได้ปีนเขาในปี พ.ศ. 2394 และ พ.ศ. 2399 ได้ไปถึงจุดแบ่งระหว่างยอดเขา 2 ลูก เรียกว่าโลว์กัลลี่ ทั้งสองครั้งโลว์ไม่ได้ขึ้นไปถึงยอดเขา จนในปี พ.ศ. 2431 นักสัตวศาสตร์ชื่อ จอห์น ไวท์เฮด ได้พิชิตถึงยอดเขาไวท์เฮด ใช้เวลาหลายเดือนในการศึกษาธรรมชาติ พันธุ์ไม้ สัตว์ป่า และชนิดนก สัตว์ป่าและนกหลายชนิดจึงได้ชื่อว่า โลว์และไวท์เฮด หลังจากนั้นจึงมีนักวิทยาศาสตร์อีกหลายคนเข้าไปศึกษาธรรมชาติที่คินะบาลู จนกระทั่งในปี พ.ศ.2507 อุทยานฯคินะบาลูจึงได้เปิดเป็นทางการและได้ทำทางเดินศึกษาธรรมชาติที่มีความยาว 8.5 กิโลเมตร

ที่คินะบาลู ช่วงฤดูแล้งอยู่ในเดือนมีนาคม และเมษายน ในเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม เป็นฤดูมรสุม แต่ไม่ว่าจะเป็นฤดูใดฝนก็อาจตกได้เสมอ อากาศโดยเฉลี่ยบริเวณที่ทำการที่สูง 1,500 เมตร จากระดับน้ำทะเลประมาณ 20 องศาเซลเซียส แต่ที่พักบนเขาความสูง3,350 เมตรในตอนกลางคืน อาจมีอุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศาได้ที่นี่มีบ้านพักบริการนักท่องเที่ยวอยู่หลายแบบ ตั้งแต่หอพัก (Hostel) จนถึงบ้านพัก (Villa) ซึ่งราคาก็แตกต่างกันไปสำหรับผู้ที่ไปดูนก ศึกษาธรรมชาติการอยู่แบบห้องพัก (Room) ในอาคารที่ทำการ (Administration building) ก็สะดวกดีเหมือนกัน เพราะมีร้านอาหารอยู่ในอาคารนั้นด้วย ระบบการจองที่พักและอื่น ๆ ของอุทยานฯทำได้ดีแต่ต้องจองล่วงหน้า เพราะมีผู้เข้าไปใช้บริการมากถ้าจองได้แล้วจะได้รับความสะดวกสบาย ทั้งที่พัก อาหาร และการเดินทางภายในอุทยาน

วันรุ่งขึ้น เรารีบออกมาเดินดูบรรยากาศอันเย็นสบายของบริเวณที่ทำการและเริ่มออกเดินดูนกตามถนน มีทางเดินธรรมชาติอยู่หลายเส้นทาง ทั้งระยะใกล้ ๆ สามารถเดินภายในเวลา 1-2 ชั่วโมง จนถึงเดินครึ่งวัน เขามักมีป้ายบอกระยะทางเป็นเวลาที่เราจะใช้ในการเดิน ไม่ค่อยบอกเป็นระยะกิโลเมตรเหมือนบ้านเรา

Whitehead's Trogon

นกที่พบในคินะบาลู ส่วนมากเป็นนกไม่มีในบ้านเรา แต่มีลักษณะคล้าย ๆ กัน เช่น White-head's Broadbill คล้ายนกเขียวปากงุ้ม แต่สีอ่อนกว่า นก Indigo Flycatcher คล้ายพวกกลุ่มนกจับแมลงสีฟ้าของเรา Black-and-Crimson Oriole คล้ายนกขมิ้นแดงของเรา แต่ตัวสีดำทั้งตัว เฉพาะส่วนหน้าอกสีแดง เขามีนกกระรางสองชนิดคือ Grey-and-Brown Laughing Thrush และ Chestnut-capped Laughing Thrush คล้ายของเราแต่สีแตกต่างกัน นกภูหงอนของเขาก็สวยดีชื่อ Chestnut-crested Yihina มีหงอนสีสนิมและท้องขาว ตัวสีน้ำตาลเข้มเห็นได้ง่ายทั่วไป นกเหล่านี้เป็นชนิดนกที่พบเฉพาะบริเวณเกาะบอร์เนียว หรือบริเวณเส้นศูนย์สูตร คู่มือดูนกในครั้งนี้จึงเป็นหนังสือดูนกในบอร์เนียว (Birds of Boneo) และคินะบาลูเองก็ได้จัดทำหนังสือนกที่พบในคินะบาลู (Bird of Mount Kinabalu)ไว้จำหน่ายด้วย นกชนิดที่พบในบ้านเรา เช่น นกแซงแซวสีเทา นกกินปลีแดง (Scarlet Sunbird) ซึ่งไม่ใคร่จะมีให้เห็นในบ้านเรา แต่ที่นั่นหาดูได้ง่าย นกไต่ไม้หน้าผากสีกำมะหยี่ นกจับแมลงหน้าผากขาว นกอีแพรดคอขาว นกกระจิบภูเขา นกกินแมลงคอเทา นกที่นี่ส่วนมากไม่เปรียว ทำให้เรามีโอกาสได้ชมโฉมแต่มีบางตัวก็เห็นไม่ง่ายเหมือนกัน เช่น Black-breasted Triller. Mountain Blackbird, Everett's Thrush, Kinabalu Friendly Warbler ที่ไม่เห็นจะ Friendly เหมือนชื่อ นกเด่น ๆ ที่น่ารักที่ได้เห็นในครั้งนี้ มีนก Black-capped White-eye, Golden-naped Barbet และ Mountain Blackeye นก Malaysian Treepie มีมากทุกหนทุกแห่งนกที่ทำให้ต้องตื่นเต้นไปรอคอยดูจนได้เห็นในวินาทีสุดท้ายก่อนกลับคือนก Whitehead's Spiderhunter เป็นนกปลีกล้วยท้องลายก้นสีเหลือง

ทางอุทยานฯ ได้มีการฉายสไลด์แนะนำสถานที่ และพาเดินในป่าใกล้บ้านพัก เขาเรียกสวนป่า (Mount Garden) ให้เห็นตัวอย่างของป่าฝนเขาที่ชุ้มชื้นอย่างแท้จริง ซึ่งมีพันธุ์ไม้มากมาย สัญญาลักษณ์ของดอกไม้ที่ป่าฝนนี้ได้แก่ ดอกแรฟเฟิลเซีย (Raffesia) ดอกไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ถูกค้นพบเมื่อ พ.ศ. 2361 โดย ดร.โจเซฟ อาร์โนลด์ และเซอร์ โทมัส สแตมฟอร์ด แรฟเฟิลส์ ในสุมาตราเป็นดอกไม้ที่ขึ้นใกล้พื้นดินพบเฉพาะในบริเวณป่าฝนของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น ในเกาะบอร์เนียว สุมาตรา ชวา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศไทยด้วย ทั้งหมดมี 16 ชนิด 3 ชนิด พบได้ในซาบา ชนิดที่พบที่คินะบาลูชื่อ Raffesia keithii ใหญ่ที่สุด มีขนาดของดอก 90 เซนติเมตร พบทางบริเวณป่าที่น้ำพุร้อน

ดอกไม้ ที่เป็นสัญญาลักษณ์อีกอย่างหนึ่ง เรียกว่า Kinabalu Baisam พบมากตามทางขึ้นเขา และอีกชนิดหนึ่งที่เราเรียกว่าหม้อข้างหม้อแกงลิง หรือ Pitcher plants เป็นดอกไม้กินแมลงมีน้ำขังอยู่ภายในกระเปาะเมื่อแมลงตกลงไปจึงกลายเป็นเหยื่ออันโอชะ ต้นไม้นี้มีอยู่ 9 ชนิด รูปร่างแตกต่างกัน ชนิดที่ใหญ่ที่สุดเรียกว่า Nipenthes rajah จุน้ำได้ถึง 4 ลิตร ดอกไม้ที่มีมากอีกชนิดหนึ่ง คือ โรโดเดนครอน (Rhododendrons) มีถึง 26 ชนิด มีสีแตกต่างกันออกไปพบได้ตลอดทางเดินขึ้นเขา ชนิด Rhododendron ericoides เป็นชนิดที่พบแห่งเดียวในโลก คือที่คินะบาลู ซึ่งรูปร่างหน้าตาไม่ค่อยเหมือน โรโดเดนครอน ชนิดอื่นเป็นไม้พุ่ม ใบเล็ก ๆ แหลม ๆ คล้ายใบสนและมีดอกเดี่ยวเล็ก ๆ สีแดง

ในป่าฝนเขา ที่คินะบาลู มีพืชตระกูลมอสส์ และเฟิร์น ถึง 450 ชนิด มีหลายขนาดตั้งแต่ต้นเล็ก ๆ จนถึงต้นไม้ ดอกกล้วยไม้ที่คินะบาลูมีหลายพันธุ์ชนิด อยู่ตามพื้นดินหรือตามต้นไม้ ไม่น่าแปลกใจเลยว่าคินะบาลู เป็นแหล่งความรู้ทางพฤกษศาสตร์ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ชนิดนกมีการพบ 290 ชนิด 255 ชนิด เป็นนกประจำถิ่น และนกที่พบเฉพาะถิ่น (endemics) ที่คินะบาลูมี 17 ชนิด นกส่วนใหญ่พบได้ง่ายและมีมากในบริเวณที่ทำการอุทยานฯ ส่วนบนเขามีไม่มากชนิด แต่ไม่พบในพื้นที่ต่ำลงมา เช่น Kinabalu Friendly Warbler, Mountain Blackbird สถานที่น่าสนใจสำหรับการดูนกอีกแห่งหนึ่งอยู่ที่น้ำพุร้อนพอริ่ง (Poring Hot Spring) เป็นบริเวณที่ต่ำกว่าที่คินะบาลู คล้ายภาคใต้ของเรา เป็นพื้นที่ติดกันเป็นส่วนหนึ่งของคินะบาลูด้วย ได้พบนกที่คล้ายในบ้านเราแต่ไม่เหมือนกัน เช่น นก White crowned Shama เหมือนนกกางเขนดงของเราทุกอย่าง แต่มีแถบหัวสีขาว เสียงร้องไม่เหมือนกัน และนก magpie Robin ของเขามีสีเข้มตลอดท้อง ไม่เหมือนของเรา ได้พบนกที่อาจพบได้ในบ้านเราเช่น Rufous Piculet, Black-and-Red และ Black-and-Yellow Broadbill นก Yellow bellied Warbler พบเห็นได้ง่ายทั่วไป นกปลีกล้วยพบหลายชนิด ที่บ้านเราหาดูได้ยาก เช่น Grey-breasted Spiderhunter นกที่น่าติดตามต่อไปเช่น นก Blue-banded Pitta สวยงามและหาดูได้ไม่ง่ายนักจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า นักดูนกชาวต่างประเทศจึงดูนก World species กัน หมายถึงการเดินทางไปดูนกทั่วโลก ไม่เฉพาะในประเทศของตนเท่านั้นทั้งนี้นอกจากจะได้ท่องเที่ยวไปเห็นสิ่งแปลกใหม่แล้ว ยังได้เห็นนกชนิดใหม่เกือบทั้งหมดด้วย ซึ่งในแต่ละภูมิภาคของโลกก็จะมีนกต่างชนิดกันไป โดยนกบางชนิดจะมีอยู่เฉพาะถิ่นเท่านั้น

พวกเรา ได้ดูนกพันธุ์ไม้ ดอกไม้ กันที่คินะบาลูและที่น้ำพุร้อนพอริ่งกันพอสมควรแล้ว ก็ถึงวันที่ต้องปีนเขา (เดินขึ้นเขา) เสียที ความที่ไม่มีใครชอบการปีนเขา หรือแม้แต่เดินขึ้นเขากันเลย ทำให้รู้สึกว่าไปไม่เป็นสิ่งท้าทาย จนอยากจะชะลอวันปีนเขาไว้ให้นานที่สุด แต่ลึกๆคงกังวลว่าตนเองจะขึ้นไปถึงหรือไม่มากกว่า

แล้ววันนั้นก็มาถึง เราติดต่อจองบ้านพักบนเขา คนนำทาง และลูกหาบ มีรถจากที่ทำการไปส่งยัง Power Station ซึ่งเป็นจุดปีนเขาอยู่ที่ความสูง 1,830 เมตร ระยะทางเริ่มต้นของการปีน (เดินขึ้น) เขา สภาพทั่วไปเป็นป่าดิบชื้น ผ่านน้ำตกสวยงามมีนกให้ดูหลายชนิดจนเราเพลิดเพลิน และลืมกังวลไปได้พักหนึ่ง แต่พอเดินไปได้ระยะหนึ่งซึ่งก็กินเวลาไปนานโขแล้ว เขาจะมีป้ายบอกไว้ตลอดทางว่าเราอยู่ที่ไหนแล้วก็รู้ว่าเราเดินมาได้เพียงนิดเดียว ต้องไปอีกหลายกิโลเมตร (เขาคำนวณเป็นไมล์) เราจึงต้องรีบจ้ำเดินให้เร็วขึ้น

เพื่อให้คนปีนเขา รู้สึกว่ามีจุดหมายปลายทาง และหยุดพักเหนื่อย เขาทำเป็นที่พักระหว่างทางไว้ 7 จุด ก่อนถึงบ้านพักบนเขาแต่ละจุดจะบอกระยะทางเป็นเวลาที่ใช้ในการเดิน แต่เวลาที่เขาบอกไว้นั้นเราคงทำไม่ได้ เช่น บอกว่าอีก 25 นาที จะถึงที่พักอีกจุดหนึ่ง เราต้องเพิ่มเวลาไปอีกสามเท่าเป็นอย่างน้อย เพราะเราอาจจะเดินชั่วโมงกว่า

จุดพักแห่งแรก ที่ไปถึง เรียกว่า คันดิส ความสูง 1,981 เมตร มองเห็นทิวทัศน์ของเขาด้านหนึ่ง ที่พักทุกแห่งจะมีป้ายให้ความรู้เกี่ยวกับเขาคินะบาลูและพื้นที่ป่าบริเวณนั้น เดินต่อไปถึงจุดพักแห่งที่สองความสูง 2,095 เมตร เรียกว่า อูบา ยังเป็นป่าดิบอยู่ และยังเดินได้สบาย ๆ ต่อไปจะเริ่มชันขึ้น แต่ยังไม่ลำบากมาก จุดพักแห่งที่สาม ชื่อ โลวี่ ความสูง2,286 เมตร เป็นช่วงที่มีหมอกปกคลุมมาก พื้นที่ชื้นแฉะจึงมีต้นเฟิร์นและมอสส์ขึ้นอยู่ทั่วไป

คนเดินจะเริ่มเหนื่อย หลังจากนี้ มาถึงจุดพักแห่งที่สี่ ชื่อ เมมเพนิง ความสูง 2,518 เมตร ความสูงใกล้ ๆ ดอยอินทนนท์ของเรา แล้วทางเดินเริ่มไม่เรียบเสียแล้ว และชันมากขึ้น จนมาถึงความสูง 2,621 เมตร ที่พักเป็นบ้านของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เรียกว่า ลายัง ลายัง ต้องพักเหนื่อยเอาแรงกันให้เต็มอิ่มเพราะเดินต่อไปจะยิ่งสูงชันยากกว่าจุดอื่น ๆ แต่สองข้างทางจะมีต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง เป็นชนิด villosa มาก จึงเรียกจุดพักต่อไปว่า วิลโลซ่า อยู่ที่ความสูง 2,942 เมตร ต้นไม้เริ่มแคระเล็กลงเพราะแรงลมและดินที่ไม่สมบูรณ์ แต่บริเวณนี้สวยงาม ชมทิวทัศน์แล้วหายเหนื่อยจนอดคิดไม่ได้ว่าหากไม่ได้ปีนขึ้นมาก็คงไม่มีโอกาสได้เห็นทัศนียภาพอันน่ารื่นรมย์แบบนี้ เรามายืนอยู่เหนือกลุ่มหมอกที่เดินผ่านมา ได้เห็นความสว่างไสวอีกครั้งหนึ่ง เป็นภูเขาที่มีต้นไม้ปกคลุมสีเขียวและอีกด้านหนึ่งเห็นยอดเขาที่เป็นหินล้วน ๆ อยู่แต่ไกล

จุดพักสุดท้าย เรียกว่า ถ้ำพากา ความสูง 3,052 เมตร ก่อนถึงบ้านพักบนเขาซึ่งมีหลายหลังแต่ที่มีคนพักมากที่สุดชื่อ ราตา ลาบัน เรามาถึง ราตา ลาบัน ในเวลาหกโมงเย็นแล้ว อย่างระทดระทวยแต่ก็โล่งใจว่าได้มาถึงก่อนมืดได้มายืนมองดูก้อนเมฆที่ลอยต่ำกว่าเราไกลออกไปเรื่อย ๆ อีกด้านหนึ่งเป็นยอดเขาหินแกรนิตโล้น ๆ ยืนตระหง่านอยู่อย่างท้าทาย อากาศไม่หนาวจัด ภูเขาในบริเวณเขตเส้นศูนย์สูตรจะไม่เย็นยะเยือกเหมือนเช่นประเทศตอนเหนือของโลก แต่จะว่าไม่หนาวก็ไม่ได้ เพราะต้องใส่เสื้อกันหนาวตลอดเวลา บ้านพักซึ่งคล้ายหอพัก แต่ละห้องจะมีตียงสองชั้น อยู่ 2 เตียง พักได้ห้องละ 4 คน บ้านพักอบอุ่นสบายเพราะมีเครื่องทำความอุ่นทั้งหลัง มีห้องอาหารที่มีผู้คนพลุกพล่าน คล้ายกับสถานที่ที่คนในประเทศที่มีหิมะเขาไปเล่นสกีกันอย่างที่เห็นในหนัง บรรยากาศชวนตื่นเต้นดี ซึ่งห้องอาหารนี้มีบริการอาหารคล้ายกับที่ทำการอุทยานฯข้างล่าง รสชาติก็พอใช้ได้ ยิ่งเวลาหิวอย่างตอนนั้นด้วยแล้วอะไรก็ดูเหมือนจะอร่อยไปหมด

ผู้ที่จะไปพิชิตยอดโลว์ จะต้องตื่นตีสองของวันรุ่งขึ้นเพื่อเตรียมตัวออกเดินในเวลาตีสาม ให้ถึงยอดเขาโลว์ในเวลาหกโมงเช้า เพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้นพวกที่จะไปจึงต้องรีบนอนแต่หัวค่ำ ในคณะของเรามีผู้พร้อมที่จะขึ้นไปสองคน นอกนั้นขอนอนต่อ เท่าที่ได้ฟังสองคนเมื่อกลับมาเล่าว่าทางเดินยิ่งชันกว่าที่ผ่านมาและต้องปีนเขาจริง ๆ รวมทั้งไต่เชือกอีกนิดหน่อย สองคนนั้นขาลงเขากลับอุทยานฯ จึงอ่อนล้ากว่าพวกเราที่เดินลงเขาอย่างสบาย เพราะได้นอนพักมายาวนานตลอดทั้งคืนโดยไม่เสียดายว่ามิได้พิชิตยอดเขากับเขาแต่อย่างใด

ปกติคนนำทาง ของกลุ่มจะมาปลุกเพื่อปีนเขาในเช้าวันนั้น แต่หลายคนไม่รอให้คนนำทางมาปลุกเพราะกระวนกระวายนอนไม่ค่อยหลับกันอยู่แล้ว คนนำทางของแต่ละกลุ่ม เมื่อกลับลงมาจะแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าสมาชิกในกลุ่มคนใดได้พิชิตยอดเขาโลว์เพื่อรับประกาศนียบัตร อันเป็นความภูมิใจทำให้หายเหนื่อยเหมือนกันสำหรับผู้ที่สามารถไปถึง ดูเหมือนจะมีคนไทยไม่กี่คนที่ได้ขึ้นไปบนเขาลูกนี้ ในสมุดเยี่ยมยังไม่มีชื่อคนไทยเลย มีแต่ประเทศอื่นทั่วโลก...ไม่รู้คนไทยหายไปไหน ทั้งที่อยู่ใกล้ ๆ กันแค่นี้ (ปัจจุบัน 2546 ทราบว่าได้มีไปกันหลายคณะแล้ว)

ผู้เขียนคนกลางนั่งหมดแรง อยู่กับเพื่อนร่วมทาง
และไกด์คนเก่ง ชื่อเบล บนยอดโลว์ เมื่อไปครั้งที่สาม

คนที่ขึ้นไป ในคณะของเรากลับมาเวลาประมาณ 7 โมงกว่า ทานอาหารเช้าก่อนเดินลง ขาลงเราทำเวลาเพียง 3 ชั่วโมง ก็ถึง Power Station แต่ลงมาพร้อมกับอาการปวดขา ปวดเข่า ไปตาม ๆ กัน รถมารับกลับที่พัก ต่างพักผ่อน (พักขา) กันตามอัธยาศัย และคุยกันถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ จากการปีนเขาอย่างสนุกสนาน...ประสบการณ์การท่องเที่ยว ดูนก ปีนเขา ที่คินะบาลู เป็นสิ่งที่ต้องจดจำอย่างประทับใจ การท่องเที่ยวเช่นนี้หากเตรียมตัวให้พร้อม สุขภาพแข็งแรง ก็ยิ่งสนุกสนานแม้ว่าการปีนเขาในครั้งนี้จะเหน็ดเหนื่อยอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้ทำให้เราหยุดความคิดที่อยากจะไปอีกได้ ภาพที่มองเห็นในขณะที่กำลังจะจากซาบาอยู่นี้คือเทือกเขาสูงปกคลุมด้วยความเขียวของต้นไม้เบื้องล่าง เมฆขาวที่ลอยอยู่ระดับกลางระหว่างเขาแต่ละลูกและที่ล่องลอยอยู่เหนือพื้นทะเลสีเขียวใสเห็นเกาะเล็ก ๆ และหาดทรายสีขาวอยู่ไกล ๆ เป็นภาพงดงามที่ต้องจดจำการไปเยือนคินะบาลูและซาบาตลอดไป...

"ชี่-วิด"
คินะบาลูครั้งแรก
เม.ย. 2537

กลับไปหน้าแรก
© Copyright http://www.lamnaoprai.com All rights reserved.