คนอยู่กรุงเทพฯ นาน ๆ คงลืมไปว่าชีวิตความเป็นอยู่แบบไทยที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไรเพราะเราเคยชินอยู่กับความเป็นอยู่(แบบไทย) ในเมือง ที่อาจกังวลต่อปัญหาต่าง ๆ ในวันพักผ่อนทำได้เพียงอยู่กับบ้าน หรือไม่ก็ไปต่างจังหวัด พักตามรีสอร์ตที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกไม่ผิดจากกรุงเทพฯ เพียงแต่สงบกว่าและได้ผ่อนคลาย ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ นี้ มีบ้านชนบทหลังหนึ่งอยู่ริมน้ำ อีกด้านหนึ่งเป็นทุ่งนา ดูเหมือนห่างไกล แต่มีถนนสัญจรไปมาสะดวก และอยู่ไม่ไกลตลาดในเมืองนครนายกเลย มีไฟฟ้าใช้ มีโทรศัพท์ มีน้ำที่สูบมาใช้จากแม่น้ำ บริเวณบ้านกว้างขวาง มีต้นไม้พื้นบ้านหลายชนิด บ้านใหญ่โตสร้างด้วยไม้สักแบบโบราณ ใต้ถุนสูง มีอายุประมาณ 60 ปี มาแล้ว แต่ยังสวยงามให้ความรู้สึกสบายใจว่าคือ บ้าน ผู้คนในละแวกนั้นส่วนใหญ่จะเป็นญาติและรู้จักกัน บ้านหลายหลังอยู่ในหมู่เดียวกันไม่ต้องมีรั้วกั้น ที่สังเกตเห็นแต่เด็กและผู้สูงอายุมากกว่าหนุ่มสาว ซึ่งคงไปทำงานกันอยู่กรุงเทพฯหมด ในวันพระจะเห็นคนเดินไปวัดในตอนเช้า เจ้าของบ้าน เป็นสมาชิกอาวุโส 2 ท่านของชมรมฯ คือ คุณหมอสมบัติ และคุณพี่ถวิล ศีตะปันย์ ที่หลายคนคงรู้จักเพราะท่านไปดูนกกับชมรมฯแทบทุกครั้ง บ้านหลังนี้คุณหมออยู่มาตั้งแต่เด็ก และจากไปชั่วคราวเมื่อวัยหนุ่ม คราวนี้ท่านจะกลับไปทุกวันหยุดยกเว้นวันที่ไปดูนกกับชมรมฯ เมื่อผู้เขียนได้มีโอกาสไปครั้งแรกก็รู้สึกได้แล้วว่าความเป็นอยู่เช่นนี้มีค่าสำหรับชีวิต ให้ความสงบกับจิตใจเป็นอย่างดี ท่านพยายามจะอนุรักษ์บ้านไว้เช่นนี้ เพราะยังไม่มีสิ่งใดชำรุดเสียหายมากมายให้ต้องซ่อมแซม สิ่งอำนวยความสะดวกก็มีแล้วพอสมควร ซึ่งเพียงพอแล้วที่มนุษย์จะหาความสุขได้ อากาศ ท้องฟ้า ดวงดาว และนกที่บินไปมาตามต้นไม้ มีค่ายิ่งกว่า เราเดินดูนก ในช่วงเช้าและเย็น ในเดือนพฤษภาคม พบนก 55 ชนิด รวมทั้งกระเต็นใหญ่ธรรมดาที่ริมน้ำ นกกาแวน นกแซงแซวหางบ่วงใหญ่ นกหัวขวานเขียวป่าไผ่ นกกิ้งโครงหัวสีนวลทั่วไปในทุ่งนา ซึ่งคาดว่าในช่วงฤดูหนาวคงจะมีนกย้ายถิ่นเข้ามาอีกหลายชนิด เวลาหลังฝนตกใหม่หรือในตอนเช้า ๆ จะได้ยินเสียงนกร้องมากมาย คุณหมอมีที่เลือกกางเก้าอี้ผ้าใบตามร่มไม้อยู่หลายแห่งในบริเวณบ้าน และดูนกที่บินไปบินมาอย่างสบายใจ เมื่อไปครั้งที่สอง เราออกเดินเล่นดูนกในตอนเย็นกันไปเรื่อย ๆ ผ่านบ้านต่าง ๆ ที่คุณหมอหยุดทักทายถามสาระทุกข์สุข คุยไปคุยมามองไปเห็นเด็กชายท่าทางซุกซนคนหนึ่ง ผมตัดเกรียนใส่ชุดสีกากีลูกเสือเก่า ๆ ไม่ใส่รองเท้า ยืนมองมาที่พวกเรา ขณะที่เรากำลังวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับคุ้งน้ำที่น้ำอาจเปลี่ยนทิศทางทำความเดือดร้อนแก่โรงสีเก่าแก่และบ้านบางหลัง เพราะคนถิ่นอื่นมาซื้อบ้านหลังหนึ่งและก่อเป็นเขื่อนยื่นออกมาในคลองมากทำให้กระแสน้ำเริ่มเปลี่ยนทิศทาง เราตะโกนทักทายเด็กคนนั้นแต่เขาวิ่งจากไป เรากะจะเดินกันไปถึงวัดที่เห็นว่ามีต้นไม้สูงใหญ่ร่มครึ้มและมีต้นไม้พื้นบ้านที่น่าสนใจ คราวนี้เด็กคนนั้นตามมาอีกพร้อมด้วยจักรยาน คอยถีบตามมาห่าง ๆ บังเอิญมีเด็กหญิงอีกกลุ่มหนึ่งตามมาเราเลยชวนเด็ก ๆ ดูนก เด็กหญิงจะกล้ากว่าเด็กชายที่ทำอิดออด ในที่สุดก็ได้เป็นกลุ่มเดินดูนกไปตลอดทางจนถึงบ้าน ได้รู้จักว่าเด็กชายชื่อเต้ ส่วนปุ๋ย ตุ๋ม เป็นเด็กหญิงที่โตขึ้นมาหน่อยและมีเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ สุดไว้ผมม้าปกนัยตา และไม่ใส่รองเท้าชื่อมี่ เรานัดกันว่าตอนเช้าให้มารอจะพาไปดูนกอีก เด็ก ๆ มารอ กันแต่เช้าตรู่และเพิ่มจำนวนมากขึ้นกว่าเดิม มีเอ๋ ปอ และโน เด็กหญิงตัวผอม ผิวคล้ำ ตาคม ทำท่าทางซึม ๆ บอกว่าตัวเองไม่สบายวันนี้ไม่ดูนกแต่วันหลังจะดู มาสมทบ เด็กให้ความสนใจและสนุกกับการดูนกกันมาก ยังมีเพียงเต้ที่อยู่เฉยไม่ได้ คอยหลบไปถีบจักรยาน ลงไปวิ่งในทุ่งนา เล่นกับเจ้าคล้ำ ควายของทิศไพ ที่ทำงานอยู่ในทุ่ง ไม่ยอมรับฟังอะไรมากนัก แต่ก็ทำให้กลุ่มสนุกสนานครึกครื้นเพราะเขาไม่อยู่นิ่ง ประกอบให้ฉากมีการเคลื่อนไหว ขณะที่คนอื่น ๆ เข้าแถวตอนลึกดูนกจากกล้องตาเดียว คอยจำชื่อนกใหม่ ๆ ที่เคยเห็นแล้วแต่ไม่ได้สนใจมาก่อนหลายชนิด ทุกคนดูตื่นเต้นกับกิจกรรมใหม่ที่ไม่เคยทำ และดูเหมือนจะมีอะไรอีกหลายอย่างให้เรียนรู้ ก่อนจากกันเราบอกว่าจะมาอีกแต่ไม่รู้เมื่อไร เมื่อมาแล้วก็จะไปตามที่บ้าน... เด็ก ๆ คงรอคอยที่จะได้มองหานกจากกล้องตาเดียวอีก...อากัปกริยาของเด็กแต่ละคนนั้นเราก็ยังระลึกถึงอยู่ในขณะนี้... เด็ก ๆ จะยังจำชื่อนกในทุ่งที่บอกไว้ได้หรือเปล่าหนอ ชี่-วิด
ก.ย. 2535 |