ใบประกอบธุรกิจนำเที่ยว เลขที่ 11/903 หน้าแรก   I   กำหนดการดูนก   I   วาดภาพธรรมชาติ  I  ละเมาะไม้  I  ติดต่อเรา  
นกขัติยา
» ผู้ที่สนใจหรือเริ่มต้นดูนก
ดู นก ทำไม ?
การดูนก การจำแนกชนิดเบื้องต้น
การเลือกซื้อกล้องส่องทางไกล
แหล่งดูนกในประเทศไทย
ดูนกในป่า
» ผู้ที่ดูนกอยู่แล้ว
คู่มือรายชื่อนกพื้นที่ต่าง ๆ
คู่มือรายชื่อนกประเทศไทย
นกในพื้นที่ภูมิสัตวศาสตร์ของโลก
นกในพื้นที่ภูมิสัตวศาสตร์ของไทย
» ความรู้เกี่ยวกับนก
สถานภาพนกแบ่งตามฤดูกาล
สถานภาพนกแบ่งตามการอนุรักษ์
New Bird Recoeds for Thailand 1989-1999
» เรื่องเขียนที่น่าสนใจโดย :
กมล โกมลผลิน
ชี่-วิด
ฟิลลิป ราวด์
» สมุดเยี่ยม
ทักทาย
เยี่ยมชม
ภาพวาดประกอบนำมาจาก สมุดบันทึกของ กมล โกมลผลิน
เรื่องเขียนที่น่าสนใจ
“ชนบทในอังกฤษ”
โดย “ชี่-วิด"

ไก่ฟ้าคอเขียว (Pheasant) ส่งเสียงร้องอ๊าค..แอค อยู่ในทุ่งใกล้บ้าน และมองเห็นเดินผ่านทุ่งนาหญ้าเขียวอยู่บ่อยๆ นกเป็ดผีใหญ่ (Great Crested Grebe) พาครอบครัวมาว่ายน้ำเล่นในลำคลองคู่ขนานถนนในเมืองเล็กๆอย่างสบายใจ ตามพุ่มไม้ใกล้รั้วบ้านมี นกรอบบิ้น (Robin) ตัวเล็ก อกสีส้ม ทำตัวพองมาส่งเสียงร้องเพลงเจี้อยแจ้วในเวลาเช้า ดอกเดซี่สีขาว และดอกป๊อปปี้สีแดงสด ขึ้นแซมสลับกันแทรกอยู่ตามกอหญ้า ตามทางเดินเท้าข้างถนนและตามริมรั้วกั้นทุ่งนา (hedge) ทั่วไป

ลมพัดพริ้ว โบกผ้าที่ตากอยู่บนราวเป็นแนวยาวอยู่หลังบ้าน เหมือนเมืองไทยสมัยก่อน ที่หนีบผ้าเป็นไม้ บ้านแทบทุกหลังจะมีสวนดอกไม้แอบอยู่หลังบ้าน หรือหน้าบ้าน เพราะทุกคนดูจะมีความสุขกับการปลูกดอกไม้ประดับสวน และทำบ่อน้ำเล็กๆไว้ปลูกพืชน้ำ มีม้านั่งในสวนสำหรับนั่งพักผ่อนอ่านหนังสือ หรือออกมากินอาหารในวันอากาศแจ่มใส ซึ่งอยู่ในเดือนกรกฏาคม สิงหาคม ผู้คนมักชอบตกแต่งบ้านให้สวยงามอย่างละเมียดละไมในการหาของมาแต่ง ทุกแห่งในชนบทมีสิ่งอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดี เช่น น้ำประปา ไฟฟ้า แก๊ส ถนนหนทาง โทรศัพท์ การติดต่อสื่อสารแบบอื่นๆเช่น จานดาวเทียมขนาดเล็กเห็นโดยทั่วไป แต่อยู่กันอย่างเงียบสงบ สิ่งเดียวที่ทำให้เมืองเล็กๆนี้ครึกครื้นมีชีวิตชีวา คือการไปสังสรรในผับ ที่จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มที่ชาวบ้านใช้พบปะสนทนาในเวลากลางวัน และยามเย็น มีบางคนเคยกล่าวว่าในอังกฤษจะมีโบสถ์และผับอยู่ทุกหมู่บ้าน แต่ดูเหมือนคนจะไปผับมากกว่าไปโบสถ์ เพราะนอกจากจะเป็นที่สนทนาธุรกิจ และพักผ่อนแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางข่าวคราวความเป็นไปของหมู่บ้าน และท้องถิ่นนั้นด้วย ซึ่งเป็นไปอย่างเงียบๆไม่อึกทึกเช่นร้านเหล้าในหนังฝรั่ง (อเมริกัน) ที่เราเคยดู

ชาวอังกฤษ ที่อยู่ชนบท ในเมืองเล็กๆส่วนมากรักการท่องไปในธรรมชาติ เช่น ชอบไปเดินเล่นตามทุ่งหญ้า ป่าละเมาะ ถ้ามีหมาก็จะจูงไปด้วย หลายคนที่ชอบดูนกก็ออกไปเดินเล่นดูนกในป่าโปร่งที่พอจะหาได้ใกล้บ้าน เขาไม่มีป่าใหญ่เหมือนบ้านเรา ในประเทศนี้มีการจัดการทำ “ทางเดินสาธารณะ" (Public Footpath) ทั่วประเทศที่ทุกคนมีสิทธิเดินในทางที่กำหนดไว้ได้ไม่ว่าจะผ่านที่ของใคร ไม่ถือเป็นการบุกรุก

หมู่บ้านเล็กๆ ชื่อ มอกเกอร์แฮงเกอร์ อยู่ใกล้เมืองแซนดี้ ในมณฑลเบดฟอร์ด หรืออยู่ใกล้ๆเมืองเคมบริดจ์ที่มีชื่อเสียงเป็นเมืองมหาวิทยาลัยที่คนไทยคุ้นหู มีบ้านของ ดอรอธี และจอห์น แบสฟอร์ด ที่เรารู้จักและได้ไปพักอยู่ระหว่างไปเที่ยวในครั้งนี้ เป็นบ้านโบราณที่สวยงามหลังเล็กๆอายุกว่า 300 ปี หลังคามุงด้วยหญ้าฟางมัดรวมกันแน่นแล้วใช้ลวดตาข่ายคลุมไว้ทั้งหมด หรือที่เรียกว่า แธทช์ (Thatch) รูปร่างคล้ายบ้านตุ๊กตาหลังคาหนาๆซึ่งจะอยู่ได้นานถึง 20-30 ปี จึงจะต้องซ่อมแซมกันครั้งหนึ่ง แต่มีค่าใช้จ่ายมากในการซ่อม

บ้านหลังนี้ มีสองชั้น เพดานไม่สูง พื้นบ้านชั้นบนเอียงไม่เรียบเสมอเหมือนบ้านสมัยใหม่ แต่แข็งแรง ประตูบางห้องมีความสูงประมาณครึ่งหนึ่งของประตูขนาดปกติ จะเข้าห้องนั้นจึงต้องก้มหัวลอดเข้าไป หน้าต่างเล็กทำยื่นออกมาให้มองเห็นบรรยากาศเย็นๆข้างนอก ประตูหน้าบ้านมีซุ้มไม้เลื้อยและม้านั่งอยู่สองข้างประตู ไม้เลื้อยส่วนมากเป็นต้นกุหลาบเถาว์ (Dog Rose) หลังบ้านมีสวนเล็กๆปลูกดอกไม้หลายอย่างรวมทั้งต้นฟอกซ์โกรฟ (Foxgrove) ต้นสูงกว่าเมตร มีดอกสีชมพูหันออกไปรอบทิศ เป็นดอกไม้ที่สวยงามมาก ในสวนมีม้านั่งใช้เป็นที่พักผ่อนพูดคุยกันในครอบครัวหลังจากกลับจากทำงานในช่วงฤดูร้อน

ในพื้นที่ มณฑลเคมบริดจ์ และเบดฟอร์ด เป็นพื้นที่ราบ ทำการเกษตรกรรม ไม่นับว่าเป็นพื้นที่สวยงาม ไม่เหมือนอย่างเลคดิสตริค เวลส์ สก๊อตแลนด์ หรือทางตอนใต้ที่มักมีเนินเขา และธารน้ำ จึงเป็นตัวอย่างอันดีว่า แม้พื้นที่ไม่ได้อำนวยในทิวทัศน์สวยงามเช่นนี้ ยังมีการจัดการให้มีสิ่งน่าสนใจอยู่ในธรรมชาติ รอบๆหมู่บ้านมีถนนเล็กๆเป็นทางสัญจรสะดวกวิ่งผ่านทุ่งนา โรงนา และบ้านอยู่ห่างๆกันเป็นหย่อมๆ ตามปกติไม่มีรถผ่านไปมาตามถนนที่ผ่านหมู่บ้านมากนัก ยกเว้นทางหลวงสายหลักๆซึ่งจะมีรถวิ่งกันมาก ขวักไขว่และด้วยความเร็วสูง

เราออกไปเดินเล่น ตามถนนหน้าบ้าน ฝั่งตรงข้ามบ้านเป็นโบสถ์ถ้าไม่มีงานอะไรก็จะเงียบเหงา แต่อยู่ๆก็จะมีงานแต่งงาน งานศพ มีคนพลุกพล่านอยู่พักเดียวก็เงียบอีก มีคนเดินไปมาไม่มากนัก เมื่อเดินผ่านกันก็จะทักทายเป็นธรรมเนียม แสดงถึงอัธยาศัยอันดี และความเป็นมิตร ผิดไปจากที่หลายคนเคยคิดว่าชาวอังกฤษมีลักษณะหยิ่งถือตัว ระหว่างทางที่ผ่านบ้านติดๆกันหลายหลังออกไปเป็นทุ่งกว้าง ลมพัดเย็น ได้ยินเสียงนกคุ๊คคู (Cuckoo) ร้องอยู่แต่ไกล ใช้กล้องส่องทางไกลเทเลสโคปส่องดูจึงเห็นว่าอยู่บนต้นไม้ใหญ่ที่ไกลโน้น กำลังโก่งคอร้องคุ๊ค คู..คุ๊ก คู ซึ่งมักสร้างจินตนาการให้ผู้ที่ชอบนาฬิการ้องเสียงนี้เสมอ ขณะส่องกล้องดูนกอยู่มีคนที่เดินผ่านไปมาเข้ามาทักทายว่ากำลังทำดูอะไรอยู่ เหมือนที่มักเกิดขึ้นที่บ้านเรา จึงต้องอธิยายกัน แต่ส่วนมากเขาจะไม่เข้ามายุ่งกับกิจกรรมของคนอื่น เมื่อทักทายแล้วก็เดินจากไป

เช้าวันหนึ่ง ดอรอธีชวนออกไปดูนก พาหมาไปด้วย ต้องขับรถออกไปอีกระยะหนึ่ง จึงถึงลำน้ำ ป่าละเมาะ และทุ่งหญ้าใกล้ๆกับโรงนา มีนกเค้าเล็ก (Little Owl) อยู่บนหลังคาโรงนา ตัวเล็กและชอบทำหน้างอเหมือนไม่พอใจใคร ตามพื้นถนนดินมี นกแชฟฟิ้น (Chaffinch) เป็นพวกนกจาบปีกอ่อน (finch) ลงกินน้ำในแอ่งเล็กๆกลางถนนจำนวนมาก นกเยลโลแฮมเมอร์ (Yellowhammer) เป็นพวกนกจาบปีกอ่อนเล็ก (bunting) ร้องอยู่ตามสายไฟ ในลำน้ำมีเป็ดมัลลาร์ด (Mallard) ลอยน้ำเล่นอยู่ แต่เมื่อเห็นคนก็รีบว่ายเร็วจากไป ดอกไม้ป่าเช่น เยลโลว์แฟลกซ์ (yellow flax) ฮอกวีด (hogweed) ทีเชิล (teasel) ทีเชิลคล้ายต้นตำแยบ้านเรา ที่ถูกแล้วคัน หญ้าหอม คล้ายที่พบบนดอยอินทนนท์ และอีกหลายอย่างที่ท้าทายให้รู้จักศึกษาจากคู่มือดูดอกไม้ป่าที่มีพิมพ์ออกมาหลายเล่ม ความที่คนที่นั่นชอบเดินลุยไปตามทุ่งหญ้าที่มีน้ำค้างเปียกแฉะ ทุกบ้านจึงมีร้องเท้าบูธยางหุ้มถึงแข้งเรียกว่า วิลลิงตัน หรือวิลลี่ ดังนั้นก่อนออกจากบ้านไปเดินเล่น สิ่งที่เขาฉวยก็จะมีวิลลี่ เสื้อคลุมกันลม กล้องส่องทางไกล และหมา

ประเทศเขา ให้ความสำคัญกับการจัดการพื้นที่ในชนบท มีหน่วยงานโดยเฉพาะเรียกว่า คันทรีไซด์ คอมิสชั่น (Countryside commission) มุ่งอนุรักษ์พื้นที่ชนบทไว้เพื่อสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ พักผ่อนและรักษาไว้ถึงชนรุ่นหลัง แต่ก็ยังมีชาวอังกฤษอีกมากที่ไม่รู้จัก และไม่เข้าใจความสำคัญของพื้นที่เหล่านี้ จนองค์กรอนุรักษ์หลายแห่ง รวมทั้งองค์กรอนุรักษ์นก อาร์ เอส พี บี (RSPB) มีการรณรงค์เพื่อรักษาพื้นที่เหล่านี้ เพราะปัจจุบันถูกคุกคามทำเป็นโรงงานอุตสาหกรรม และการเกษตรมากขึ้น องค์กรนี้ทำการรณรงค์ไปสู่สมาชิก ซึ่งมีเป้าหลายเป็นล้านคนให้เห็นถึงความสำคัญของพื้นที่ชนบท และระบบนิเวศที่ควรรักษาไว้เพื่อส่วนรวม

บ้านเรา ก็มีพื้นที่ชนบทรอบๆเมืองใหญ่สวยงามเช่นกัน ถ้าไม่ถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตรกรรม บ้านจัดสรร หรือโรงงานไปเสียหมด ก็จะเห็นทุ่งหญ้าธรรมชาติ และดอกไม้ป่าขึ้นอยู่ประปราย สลับกับแอ่งน้ำที่มีกอหญ้า กอบัวเล็กๆขึ้นอยู่ พื้นที่เหล่านี้เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าตัวเล็กๆ เช่น นก แมลง ผีเสื้อ ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบนิเวศ หลายแห่งมี นกเป็ดผีเล็ก (Little Grebe) ลอยน้ำหาอาหาร แล้วดำหายไป พักหนึ่งก็โผล่ขึ้นมาอีก นกยางเปีย (Little Egret) นกยางโทนน้อย (Intermediat Egret) เดินหาอาหารคอยจับเหยื่ยออย่างช้าๆตามชายน้ำ นกโป่งวิด (Painted Snipe) พาลูกเล็กๆเดินหากินลัดเลาะไปในกอหญ้าเพื่อพรางตัวในราวเดือนกรกฏาคม สิงหาคม นกกาน้ำเล็ก (Little Cormorant) ยืนกางปีกผึ่งแดดอยู่ตามคันดิน และตามหลักไม้ที่ นกกระเต็นน้อย (Common Kingfisher) ก็ชอบมาใช้หยุดพัก หรือจับปลาเช่นกัน

ในยามแดดอ่อน ตอนเช้า หรือเย็น การเดินเที่ยวชมธรรมชาติตามท้องทุ่งชานเมือง เป็นความสุขอย่างหนึ่งที่น่าจะจำเป็นสำหรับชีวิตประจำวัน หรือในวันหยุด แต่น่าเสียดายที่นับวันพื้นที่เหล่านี้จะหมดไป และเริ่มห่างไกลคนเมืองออกไปทุกที เพราะเมืองขยายไปแทนที่อย่างไม่สิ้นสุด และรุกรานกลืนกินสีเขียวของท้องทุ่งไปจนหมด…เราควรจะมีการจัดการแบ่งเขต จัดสรร การใช้พื้นที่สีเขียว ที่เหลือน้อยลงทุกวันนี้เพื่อให้เกิดความเหมาะสมบ้างหรือยัง

"ชี่-วิด"
มิ.ย. 2536

กลับไปหน้าแรก
© Copyright http://www.lamnaoprai.com All rights reserved.