นกปากช้อนหน้าดำ เป็นนกท่องน้ำ (Wader) ขนาดใหญ่ ความยาวประมาณ 31 นิ้ว อยู่ในวงส์เดียวกับนกช้อนหอย (Threskiomithidae , Ibises and Spoonbill) มีแหล่งอาศัยอยู่ในบริเวณเอเซียตะวันออก ในอดีตนับว่าเป็นนกที่พบเห็นได้เกือบทั่วไปในบริเวณเอเซียตะวันออกนี้ ทำรังในประเทศเกาหลีเหนือ และจีนตอนใต้ และย้ายถิ่นหากินในฤดูหนาวลงมายังชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกเฉียงใต้ของจีน
แต่จากสถิติ และรายงานล่าสุดที่ยืนยันเกี่ยวกับนกชนิดนี้ว่าอาจสูญพันธ์ได้ในไม่ช้านี้ เพราะมีจำนวนนกที่สำรวจได้เพียง 285 ตัว เหลืออยู่ในธรรมชาตินับได้ว่าน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง และแหล่งทำรังของนกชนิดนี้มีอยู่แหล่งเดียวที่รู้จักกันว่า อยู่บนหน้าผาหินชายฝั่งประเทศเกาหลีเหนือ นอกจากเคยพบเห็นทางตอนใต้ของจีนแล้ว ยังพบในไต้หวัน เวียดนาม และเคยพบในประเทศไทย บริเวณชายฝั่งทะเลในสถานตากอากาศบางปู จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2532 จนถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ศกเดียวกัน (รายงานการพบนกข่าวสารชมรมดูนกกรุงเทพฯ ปีที่ 6 ฉบับที่ 3 มีนาคม 2532)
สาเหตุที่ทำให้ นกปากช้อนหน้าดำใกล้สูญพันธุ์ อาจเป็นได้ว่าในอดีตมีนกปากช้อนหน้าดำอยู่มาก จนถูกมองข้าม ไปให้ความสำคัญในการอนุรักษ์นกที่หายากชนิดอื่น ๆ เช่น Siberian Crane ( Grus leucogeranus ) และ Chinese Egret ( Egretta eulophotes ) ซึ่งนกเหล่านี้ในปัจจุบันมีจำนวนเพิ่มขึ้น และมากกว่านกปากช้อนหน้าดำ นอกจากนั้นแหล่งสร้างรังและแหล่งหากินในฤดูหนาวของนกทั้ง 2 ชนิดนี้ได้รับการดูและและคุ้มครองให้ปลอดภัยแล้ว แต่นกปากช้อนหน้าดำยังไม่ได้รับการคุ้มครองแต่อย่างใด พื้นที่หากินในฤดูหนาวในประเทศจีน ไต้หวัน ซึ่งเคยเป็นที่พบนกปากช้อนหน้าดำฝูงใหญ่และมากที่สุดเท่าที่เคยพบมา ขณะนี้ทุกบุกรุกเปลี่ยนเป็นโรงงาน และรวมทั้งการเก็บชนิดนกก็เป็นสาเหตุที่ทำให้นกชนิดนี้มีจำนวนลดลงไปอีก
ความพยายามที่จะรักษาพันธุ์นกชนิดนี้
เป็นที่น่ายินดี ที่มีการก่อตั้งแหล่งอนุรักษ์นกน้ำตามธรรมชาติไมโป (Mai Po Marsh Nature Reserve) ขึ้นในฮ่องกงซึ่งอยู่ท่ามกลางความแออัด และความเป็นพิษจากมลภาวะในอ่าว Deep Bay เช่นเดียวกันกับในประเทศเวียดนามแหล่งศึกษาและอนุรักษ์และซวนทุย (Xuan Thuy Reserve) กำลังถูกบุกรุก เปลี่ยนเป็นนากุ้ง บ่อปลา อย่างมากมาย ถึงแม้สถานที่นี้ได้ขึ้นทะเบียนเพื่อให้อยู่ได้อย่างปลอดภัยไว้ภายใต้สนธิสัญญา Ramsar แล้วก็ตาม
ด้วยเหตุที่ ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์เกี่ยวกับแหล่งทำรัง และด้วยความคิดไม่ถึงว่านกชนิดนี้จะมีจำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากการสำรวจนกชนิดนี้ตามแหล่งหากินในฤดูหนาว นับเป็นบทเรียนในการอนุรักษ์อย่างหนึ่งแม้จะเคยปรากฏว่า บางครั้งนกปากช้อนหน้าดำนี้เข้าไปหากินในแหล่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อเลี้ยงกุ้ง นาเกลือ แต่ยังไม่มีการศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับแหล่งอาหาร ปัจจัย แหล่งอาศัยที่นกต้องการอย่างจริงจัง
ดังนั้น สิ่งจำเป็นที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนก็คือ ความร่วมมือกัน เพื่อทำการอนุรักษ์นกปากช้อนหน้าดำนี้ ของประเทศที่เคยเป็นที่อยู่อาศัยและแหล่งหากินของนก คือ ประเทศเกาหลีเหนือและใต้ ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน ฮ่องกง และเวียดนาม ซึ่งแหล่งสร้างรังและแหล่งหากินในฤดูหนาวของนกชนิดนี้ควรได้รับการคุ้มครอง เช่นเดียวกันกับการรักษาชีวิตของนกปากช้อน
การร่วมมือกัน ศึกษาวิจัย หารายละเอียดเกี่ยวกับชีววิทยาของนกชนิดนี้นับเป็นสิ่งสำคัญและควรทำควบคู่ไปกับการปฏิบัติการอื่น ๆ เช่น การอนุรักษ์แหล่งน้ำ ก่อนที่นกน้ำขนาดใหญ่ชนิดนี้ จะถูกการพัฒนาโดยฝีมือมนุษย์กลืนกินเผ่าพันธุ์ของมันให้สูญสิ้น ไปจากโลก สำหรับประเทศไทยซึ่งเคยมีการพบนกชนิดนี้และคาดว่าคงจะพบได้อีก การร่วมมือโดยส่งรายงานการพบนกจะเป็นประโยชน์อย่างมากเช่นกัน
กมล โกมลผลิน
ส.ค. 2534 |