ใบประกอบธุรกิจนำเที่ยว เลขที่ 11/903 หน้าแรก   I   กำหนดการดูนก   I   วาดภาพธรรมชาติ  I  ละเมาะไม้  I  ติดต่อเรา  
นกขัติยา
» ผู้ที่สนใจหรือเริ่มต้นดูนก
ดู นก ทำไม ?
การดูนก การจำแนกชนิดเบื้องต้น
การเลือกซื้อกล้องส่องทางไกล
แหล่งดูนกในประเทศไทย
ดูนกในป่า
» ผู้ที่ดูนกอยู่แล้ว
คู่มือรายชื่อนกพื้นที่ต่าง ๆ
คู่มือรายชื่อนกประเทศไทย
นกในพื้นที่ภูมิสัตวศาสตร์ของโลก
นกในพื้นที่ภูมิสัตวศาสตร์ของไทย
» ความรู้เกี่ยวกับนก
สถานภาพนกแบ่งตามฤดูกาล
สถานภาพนกแบ่งตามการอนุรักษ์
New Bird Recoeds for Thailand 1989-1999
» เรื่องเขียนที่น่าสนใจโดย :
กมล โกมลผลิน
ชี่-วิด
ฟิลลิป ราวด์
» สมุดเยี่ยม
ทักทาย
เยี่ยมชม
ภาพวาดประกอบนำมาจาก สมุดบันทึกของ กมล โกมลผลิน
เรื่องเขียนที่น่าสนใจ
ฟังเสียงนกอีวาบตั๊กแตน ตอนเช้าตรู่
โดย กมล โกมลผลิน

เมืองเป็นแหล่งรวม ของผู้คน เป็นศูนย์กลางธุรกิจกิจกรรมต่าง ๆ และเมืองใหญ่ย่อมมีผู้คนอาศัยอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก มีกิจกรรมซับซ้อนและสับสนวุ่นวายมากขึ้น เมื่อขาดระเบียบหรือระบบที่ดี เมืองก็กลายเป็นแหล่งปัญหาได้มากเท่า ๆ กับขนาดที่ขยายตัวกว้างขวางออกไปทุก ๆ วัน เช่นสิ่งที่เกิดในกรุงเทพฯ ขณะนี้ย่อมเป็นบทเรียนสำหรับตัวจังหวัดใหญ่อื่น ๆ ที่ไม่น่าจะเจริญรอยตาม ไม่ว่าจะเป็นปัญหารถที่ติดแน่นชนิดแทบไปไหนไม่ได้ เป็นสาเหตุของอากาศเป็นพิษ ความหนาแน่นของแหล่งอาศัยและไม่มีระบบบำบัดน้ำเสีย เป็นเหตุให้น้ำในคูคลองที่เคยมองดูสบายตา มีกลิ่นเน่าเสียอย่างรุนแรง

เป็นโชคดี อยู่แล้วสำหรับผู้ที่อยู่ในชนบทและหัวเมืองที่ไม่ต้องมาประสบปัญหาทุกข์ทรมานดังที่คนกรุงเทพฯ กำลังประสบอยู่ การเลือกเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯในปัจจุบัน (2535) จึงนับว่าเป็นการเลือกเข้ามาเพื่อทรมานร่างกายและจิตใจของตัวเอง เพราะคนกรุงเทพฯ นอกจากจะหายใจเอาอากาศเป็นพิษเข้าไปทุกวัน ยังต้องตื่น ตี 4 และเดินทางออกจากบ้านก่อนฟ้าสาง เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ อยู่ในรถที่ติดตามถนนเป็นเวลานาน ๆ ซึ่งเป็นการสูญเปล่าที่เห็นได้ชัดในทุก ๆ ด้าน ไม่ได้สิ่งใดเลย เสียอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สุขภาพร่างกายจิตใจ หลายบ้านที่สมาชิกในครอบครัวแทบจะไม่ได้พบหน้ากัน เพราะออกจากบ้านก่อนฟ้าสางและกลับมาถึงบ้านเมื่อค่ำมืดแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาจราจรติดขัดที่นับวันมีความรุนแรงมากขึ้น

ในความสับสน วุ่นวายและเป็นกังวลนี้เอง ถ้าเราแสวงหาหนทางเพื่อที่จะทำให้ตัวเองได้ผ่อนคลายความรู้สึก เกิดความสงบและปล่อยวางความคิดลงบ้าง ย่อมเป็นการช่วยตัวเองที่ดี และวิธีที่ดีที่สุดก็คือ การมองหาธรรมชาติให้เป็นที่พึ่งจิตใจ บางคนคิดไกลไปถึงวัดแต่ก็อาจผิดหวังได้เพราะวัดในเมืองหลายแห่งนั้นได้เปลี่ยนไป อาจเป็นด้วยอิทธิพลจากความเป็นเมือง ทำให้แทนที่จะร่มรื่นสงบและวิเวกไปด้วยร่มเงาไม้น้อยใหญ่ เป็นที่พักพิงสงบใจ แต่กลับตรงกันข้าม คือเป็นความร้อนตา และร้อนใจ เพราะวัดหลายวัดตัดต้นไม้ออก อาจคิดว่ารกตารุงรัง ทำให้วัดไม่มีสง่าราศรี เปลี่ยนเป็นสร้างตึกอาคารโดยคิดว่าโก้หรู แถมยังเทปูนพื้นเป็นคอนกรีตไปเสียหมด นับเป็นโชคร้ายไปอีกสำหรับพวกเรา แต่วัดที่คงความเป็นวนารามก็ยังพอมีอยู่

ธรรมชาติ นั้นมีอยู่รอบ ๆ ข้างเรานี่เอง แม้จะมีอยู่ไม่มากนัก แต่ขึ้นอยู่กับว่าเรามองหา แสวงหาก็จะเห็นได้ไม่ยาก ไม่จำเป็นที่จะต้องยิ่งใหญ่ด้วยความเป็นป่าเป็นเขาอะไรเลย เพียงรูปร่างของใบไม้สักใบ แมลง ผีเสื้อ หรือ นกเล็ก ๆ สักตัวหนึ่ง หากมองด้วยความสังเกตพินิจ พิเคราะห์ด้วยจิตใจและความรู้สึกที่ดีแล้ว ก็จะเห็นความน่ารักน่าเอ็นดูของเพื่อนร่วมโลกของเราเหล่านั้น เราก็จะไม่เหงา หายหงุดหงิดได้ไม่ยากเลย และอาจทำให้เราพบกับความจริงได้

ท่ามกลางทิวทัศน์ เมืองคอนกรีตที่กว้างขวางไกลสุดตา บางคนอาจเคยสังเกต หรือได้ยินเสียงหนึ่งคล้ายใครเป่านกหวีดเป็นช่วงสั้น ๆ ดังแทรกบรรยากาศอันสุขสงบยามเช้าตรู่เข้ามาถึงห้องนอน เสียงนั้นอาจจะมาจากพุ่มไม้บ้านถัดไปหรือจากเสาอากาศทีวีที่เรียงรายคล้ายต้นไม้ประหลาดขึ้นอยู่ตามหลังคาบ้าน เป็นเสียงที่มีความไพเราะ เบา ฟังแล้วสบายใจ เหมือนเรียกร้องหาอะไรบางอย่าง วิด..วิด..วิด..วิ่ด...วิ้ด...วิ๊ด ๆๆ โดยเริ่มขึ้นช้า ๆ แรงและเร็วขึ้นในพยางค์ท้าย ๆ เป็นช่วง ๆ ต่อเนื่องกัน และบางครั้งเสียงนั้นก็เปลี่ยนทำนองเป็น จิ...จี้..วิด/วี..จิ..จี้..วิด ดังซ้ำ ๆ แล้วสูงขึ้นในตอนท้าย เช้าตรู่วันนั้นดูมีชีวิตชีวาและโดยเฉพาะเป็นวันหยุดด้วย ช่างคุ้มค่าและมีความสุขมากที่จะนอนฟังเสียงร้องนั้นต่อไป และได้พักผ่อนตามสบายไปตลอดเช้าเลยทีเดียว

เสียงที่กล่าวถึงนี้ คือเสียงของ นกอีวาบตั๊กแตน Plaintive Cuckoo (Comantis merulinus) ขนาดประมาณ 22 ซม. เป็นนกประจำถิ่นในบ้านเราที่พบเห็นได้ทั้งปีทั่วไป ในสภาพธรรมชาติต่าง ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นชายป่า ทุ่งนา ชนบท หรือจะเป็นกลางใจเมือง ในช่วงเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมานกอีวาบตั๊กแตน ได้แพร่กระจายเข้าไปอาศัยอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ของเมือง เช่น กรุงเทพฯ เห็นได้อย่างชัดเจนเช่นเดียวกับตัวจังหวัดใกล้เคียงและปัจจุบันพบเห็นง่าย ๆ เท่า ๆ กับนกกางเขนบ้าน นกอีวาบตั๊กแตนเป็นกลุ่มนกคัดคู (Cuckoo) ซึ่งเป็นพวกนกที่ไม่สร้างรังเองใช้วิธีไปไข่ไว้ในรังของนกชนิดอื่นที่กินแมลงเป็นอาหารเช่นเดียวกับตน และบางครั้งเขี่ยไข่นกชนิดอื่นให้ตกไปนอกรัง เรียกนกกลุ่มนี้ว่า parasitic cuckoo แล้วปล่อยให้นกชนิดอื่นเลี้ยงลูกของตัวเองจนโต การมีพฤติกรรมเช่นนี้ ก็เพราะธรรมชาติกำหนดให้นกกลุ่มคัดคูมีหน้าที่ควบคุม จำนวนของนกชนิดอื่นให้อยู่ในสมดุลย์เพื่อการมีอาหารกับจำนวนนกพอดีกัน แต่ถ้ามีนกกลุ่มคัดคูมากเกินไปก็อาจเป็นเหตุให้จำนวนนกบางชนิดสูญพันธุ์ไปในท้องถิ่นนั้น ๆ ได้ จากพฤติกรรมดังกล่าว

กลุ่มของนกคัดคู มักมีเสียงไพเราะ โหยหวน เบา นุ่ม ร้องทำนองเดิมช้ำ ๆ เร็วและสูง ขึ้นในพยางค์ท้าย ๆ เช่น นกกาเหว่าฯ นกอีวาบตั๊กแตนเป็นนกขนาดเล็ก ทรงตัวยาว เพศผู้และเพศเมียมีความแตกต่างกันคือ ตัวผู้มีสีเทาอ่อนที่หัวและคอ เทาเข้มบนหลังและหาง ที่หน้าอกและใต้ท้องสีชมพูปนส้มจาง ๆ ตัวเมียมีสีน้ำตาลแดงส่วนบนและสีขาวจาง ๆ ส่วนล่างมีลายขวางสีดำตลอดทั้งตัว ในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม เรามักได้ยินเสียงนกตัวผู้ร้อง วิด...วิด....วิด ๆ ๆ คล้ายใครเป่านกหวีดดังแว่วมาในยามค่ำคืน และแม้จะล่วงไปถึงค่อนคืนซึ่งบางครั้งติดต่อกันนานเป็นสิบ ๆ นาที ทั้งนี้เพราะเป็นช่วงเวลาของการจับคู่ผสมพันธุ์ นกตัวผู้จึงส่งสัญญาณถึงตัวเมีย และบ่งบอกการครอบครองแหล่งที่มันอาศัยนอนเป็นประจำตลอดทั้งปี ถึงแม้จะไม่สร้างรังเอง อีวาบตั๊กแตน มีชื่อแปลกซึ่งอาจเป็นได้ว่าลักษณะการบินโฉบวูบวาบลงจับแมลงตามพื้นดินที่มันใช้เป็นอาหารดูดังอากัปกริยานั้น ๆ ผู้พบเห็นในอดีตจึงตั้งชื่อไว้เช่นนั้น เป็นนกที่มีความสามารถพิเศษในการจับตัวบุ้ง ตัวแก้ว (หนอนผีเสื้อที่มีขนเป็นพิษต่อผิวหนังของมนุษย์ พิษที่ขนจะทำให้เกิดอาการปวด แสบ คันหากสัมผัส) โดยที่นกชนิดอื่นจะไม่กินบุ้งและตัวแก้วเหล่านั้น แต่เหลือไว้ให้เป็นหน้าที่ของนกในกลุ่มคัดคูทุกตัว มันจะเช็ดถูขนพิษของตัวแก้วกับกิ่งไม้ 2-3 ครั้งให้ขนหลุดจึงกลืนกิน นับว่าธรรมชาติได้จัดสรรหน้าที่ความสามารถพิเศษนี้ไว้อย่างละเอียดในการควบคุม และรักษาระบบอันสมดุลไว้เป็นอย่างดี

หากเราพอมีเวลา ลองมาสังเกต มองหาหรือติดตามฟังเสียง นกอีวาบตั๊กแตน ที่มีประโยชน์ต่อสภาพแวดล้อมโดยการกินตัวบุ้ง ตัวแก้ว ซึ่งเป็นการควบคุมจำนวนหนอนแมลงเหล่านี้ ไม่ใช่มีจำนวนมากจนกัดกินทำลายต้นพืชเกิดความเสียหายต่อการเกษตรกรรมได้ และเป็นตัวอย่างของนกที่ปรับตัวได้ดีในการอยู่ในสภาพแวดล้อมนั้น ๆ ได้ว่ายังพออยู่ได้ ถ้าหากจะแก้ไข เพราะมีความเป็นพิษขั้นสูงเราคงไม่มีโอกาสเห็นนกชนิดนี้และอีกหลายชนิดก็จะอันตรธานหายไป และมนุษย์เองคงมีความเป็นอยู่อย่างลำบากมากในสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษเช่นนั้น

กมล โกมลผลิน
"บันเทิงคดี" ก.ค.2535

กลับไปหน้าแรก
© Copyright http://www.lamnaoprai.com All rights reserved.