กลุ่มของนกคัดคู มักมีเสียงไพเราะ โหยหวน เบา นุ่ม ร้องทำนองเดิมช้ำ ๆ เร็วและสูง ขึ้นในพยางค์ท้าย ๆ เช่น นกกาเหว่าฯ นกอีวาบตั๊กแตนเป็นนกขนาดเล็ก ทรงตัวยาว เพศผู้และเพศเมียมีความแตกต่างกันคือ ตัวผู้มีสีเทาอ่อนที่หัวและคอ เทาเข้มบนหลังและหาง ที่หน้าอกและใต้ท้องสีชมพูปนส้มจาง ๆ ตัวเมียมีสีน้ำตาลแดงส่วนบนและสีขาวจาง ๆ ส่วนล่างมีลายขวางสีดำตลอดทั้งตัว ในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม เรามักได้ยินเสียงนกตัวผู้ร้อง วิด...วิด....วิด ๆ ๆ คล้ายใครเป่านกหวีดดังแว่วมาในยามค่ำคืน และแม้จะล่วงไปถึงค่อนคืนซึ่งบางครั้งติดต่อกันนานเป็นสิบ ๆ นาที ทั้งนี้เพราะเป็นช่วงเวลาของการจับคู่ผสมพันธุ์ นกตัวผู้จึงส่งสัญญาณถึงตัวเมีย และบ่งบอกการครอบครองแหล่งที่มันอาศัยนอนเป็นประจำตลอดทั้งปี ถึงแม้จะไม่สร้างรังเอง อีวาบตั๊กแตน มีชื่อแปลกซึ่งอาจเป็นได้ว่าลักษณะการบินโฉบวูบวาบลงจับแมลงตามพื้นดินที่มันใช้เป็นอาหารดูดังอากัปกริยานั้น ๆ ผู้พบเห็นในอดีตจึงตั้งชื่อไว้เช่นนั้น เป็นนกที่มีความสามารถพิเศษในการจับตัวบุ้ง ตัวแก้ว (หนอนผีเสื้อที่มีขนเป็นพิษต่อผิวหนังของมนุษย์ พิษที่ขนจะทำให้เกิดอาการปวด แสบ คันหากสัมผัส) โดยที่นกชนิดอื่นจะไม่กินบุ้งและตัวแก้วเหล่านั้น แต่เหลือไว้ให้เป็นหน้าที่ของนกในกลุ่มคัดคูทุกตัว มันจะเช็ดถูขนพิษของตัวแก้วกับกิ่งไม้ 2-3 ครั้งให้ขนหลุดจึงกลืนกิน นับว่าธรรมชาติได้จัดสรรหน้าที่ความสามารถพิเศษนี้ไว้อย่างละเอียดในการควบคุม และรักษาระบบอันสมดุลไว้เป็นอย่างดี หากเราพอมีเวลา ลองมาสังเกต มองหาหรือติดตามฟังเสียง นกอีวาบตั๊กแตน ที่มีประโยชน์ต่อสภาพแวดล้อมโดยการกินตัวบุ้ง ตัวแก้ว ซึ่งเป็นการควบคุมจำนวนหนอนแมลงเหล่านี้ ไม่ใช่มีจำนวนมากจนกัดกินทำลายต้นพืชเกิดความเสียหายต่อการเกษตรกรรมได้ และเป็นตัวอย่างของนกที่ปรับตัวได้ดีในการอยู่ในสภาพแวดล้อมนั้น ๆ ได้ว่ายังพออยู่ได้ ถ้าหากจะแก้ไข เพราะมีความเป็นพิษขั้นสูงเราคงไม่มีโอกาสเห็นนกชนิดนี้และอีกหลายชนิดก็จะอันตรธานหายไป และมนุษย์เองคงมีความเป็นอยู่อย่างลำบากมากในสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษเช่นนั้น
กมล โกมลผลิน
"บันเทิงคดี" ก.ค.2535 |